• แอปพลิเคชัน
    สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
  • เลือกจุดหมายปลายทาง
  • เที่ยวจิ่งเต๋อเจิ้น (Jingdezhen) เมืองคราฟต์เซรามิกสุดอาร์ตในจีน

    Klook Thailand
    Klook Thailand
    อัปเดตล่าสุด 18 พ.ค. 2026
    more
    เที่ยวจิ่งเต๋อเจิ้น (Jingdezhen) เมืองคราฟต์เซรามิกสุดอาร์ตในจีน
    ถ้าพูดถึงการไปเที่ยวประเทศจีน ภาพแรกในหัวของหลายคนอาจจะเป็นกำแพงเมืองจีนที่ปักกิ่ง ความตื่นตาตื่นใจของเซี่ยงไฮ้ หรือธรรมชาติอลังการที่จิ่วจ้ายโกว แต่ถ้าเป็นคนที่หลงใหลในงานศิลปะ ชอบเดินดูถ้วยชามเซรามิกทำมือ จิบกาแฟในคาเฟ่ดีไซน์เก๋ และโหยหาการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ขอให้พับภาพจีนแบบเดิมๆ เก็บไปก่อน เพราะวันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ จิ่งเต๋อเจิ้น (Jingdezhen) มณฑลเจียงซี เมืองเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขา แต่กลับมีสเตตัสระดับโลกในฐานะ "เมืองหลวงแห่งกระเบื้องเคลือบ"
    บทความนี้เขียนขึ้นมาเพื่อกลุ่มผู้อ่านที่เป็น สายคราฟต์ คนรักงานศิลปะ และคนที่ชอบเที่ยวแบบเน้นซึมซับบรรยากาศ โดยเฉพาะ รับรองว่าอ่านจบแล้วจะได้ลายแทงสถานที่ฮิต พิกัดถ่ายรูปที่แสงสวยจนต้องร้องว้าว และข้อมูลการเดินทางแบบละเอียดยิบที่เอาไปทำตามได้จริง เตรียมเคลียร์พื้นที่กระเป๋าไว้ให้ดี เพราะทริปนี้มีล้มละลายกับงานคราฟต์แน่นอน!
    จิ่งเต๋อเจิ้น เมืองเซรามิกจีน

    ทำความรู้จัก จิ่งเต๋อเจิ้น เมืองเซรามิกจีน ที่ไม่ได้มีดีแค่ถ้วยชาม

    จิ่งเต๋อเจิ้นตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลเจียงซี (Jiangxi) ความน่าสนใจของเมืองนี้คือการเอาความเก่าแก่ระดับพันปี มาผสมผสานกับความป๊อปคัลเจอร์และไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นยุคใหม่ได้อย่างลงตัวสุดๆ

    ประวัติศาสตร์พันปีที่ยังมีลมหายใจ

    รู้หรือไม่ว่าในอดีต จิ่งเต๋อเจิ้นคือเตาเผาหลวงที่ผลิตเครื่องกระเบื้องเคลือบส่งเข้าวังวนเวียนมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง หยวน หมิง จนถึงชิง ความเชี่ยวชาญเรื่องดินและไฟฝังรากลึกอยู่ใน DNA ของคนที่นี่มานับพันปี จนคำว่า "China" ที่แปลว่าเครื่องลายคราม ก็มีรากฐานความยิ่งใหญ่มาจากเมืองนี้นี่แหละ แม้เวลาจะผ่านไป แต่เตาเผาโบราณหลายแห่งยังคงคุกรุ่น และวิชาช่างปั้นก็ยังถูกส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน

    ทำไมสายคราฟต์ถึงต้องตกหลุมรัก ที่เที่ยวเจียงซี แห่งนี้

    สิ่งที่ทำให้จิ่งเต๋อเจิ้นในยุคนี้มีเสน่ห์ดึงดูดใจสุดๆ คือการที่มันกลายเป็น "ฮับ" ของศิลปินรุ่นใหม่จากทั่วประเทศจีน (และทั่วโลก) ที่ย้ายมาตั้งรกราก เปิดสตูดิโอทำเซรามิก เปิดคาเฟ่ และสร้างคอมมูนิตี้ศิลปะขึ้นมา ทำให้ ที่เที่ยวเจียงซี แห่งนี้เต็มไปด้วยไวบ์ของความสร้างสรรค์ เดินไปทางไหนก็จะเจอวัยรุ่นแต่งตัวเท่ๆ แกลเลอรีงานอาร์ต และร้านรวงที่ตกแต่งอย่างมีสไตล์ เป็นความคอนทราสต์ที่ลงตัวระหว่างปล่องควันอิฐแดงโบราณกับร้านกาแฟมินิมอล

    พิกัดฮิตและ จุดถ่ายรูปสวย ในจิ่งเต๋อเจิ้นที่สายอาร์ตห้ามพลาด

    มาดูกันดีกว่าว่าถ้าแบกกล้องมาเที่ยวเมืองนี้ มีแลนด์มาร์กไหนบ้างที่ต้องไปเช็กอินและลั่นชัตเตอร์รัวๆ

    Taoxichuan Ceramic Art Avenue (เถาซีชวน) - เดินเล่น ตลาดนัดงานคราฟต์จีน

    Taoxichuan Ceramic Art Avenue (เถาซีชวน)
    เริ่มกันที่จุดศูนย์รวมความฮิปของเมือง Taoxichuan คือการนำเอาโรงงานเซรามิกเก่าในยุค 50s มาทรานส์ฟอร์มใหม่ให้กลายเป็น Creative Space ขนาดใหญ่ โครงสร้างตึกอิฐแดงและปล่องไฟอุตสาหกรรมยังคงอยู่ครบ แต่ข้างในกลายเป็นแกลเลอรี ร้านหนังสือ คาเฟ่ และสตูดิโอศิลปะ
    • จุดถ่ายรูปสวย: บริเวณปล่องไฟอิฐแดงยักษ์ตรงลานกว้าง โดยเฉพาะช่วงเย็นที่เริ่มเปิดไฟ แสงสีส้มจะสะท้อนกับอิฐแดง ถ่ายรูปออกมาดูเท่และคลาสสิกมาก
    • ไฮไลท์เด็ด: ทุกวันศุกร์-เสาร์ช่วงเย็นถึงค่ำ ที่นี่จะกลายเป็น ตลาดนัดงานคราฟต์จีน ที่ใหญ่และเดินสนุกที่สุด ศิลปินวัยรุ่นจะเอาผลงานของตัวเองมาตั้งโต๊ะขาย มีตั้งแต่แก้วกาแฟ จานชาม เครื่องประดับ ไปจนถึงของตกแต่งบ้านดีไซน์แปลกตา เตรียมเงินใน Alipay ไว้ให้พร้อม เพราะล้มละลายแน่นอน!

    BingDing Wood Kiln (丙丁柴窑) - สถาปัตยกรรมเตาเผาฟืนสุดล้ำกลางป่าไผ่

    BingDing Wood Kiln (丙丁柴窑)
    ถ้าใครเป็นสายเสพงานสถาปัตยกรรมดีไซน์ล้ำๆ ขอให้พุ่งตัวมาที่นี่ด่วน! BingDing Wood Kiln ไม่ใช่แค่เตาเผาธรรมดา แต่เป็นโปรเจกต์ระดับมาสเตอร์พีซที่ผ่านการรีโนเวทและออกแบบใหม่โดยสตูดิโอสถาปนิกชื่อดังระดับโลกอย่าง AZL architects จนกลายเป็นไวรัลในหมู่นักออกแบบ
    ความว้าวของที่นี่คือการสร้างอาคารคอนกรีตเปลือยดีไซน์ซุ้มโค้ง (Arch) สุดโมเดิร์น ครอบทับเตาเผาฟืนทรงไข่แบบโบราณเอาไว้ด้านในตรงกลางอาคารเป๊ะๆ จุดประสงค์ก็เพื่ออนุรักษ์เทคนิคการเผาเซรามิกด้วยฟืนไม้สนแดงที่สืบทอดกันมากว่า 2,000 ปี และกำลังจะสูญหายไป บรรยากาศตอนที่เดินก้าวเข้าไปข้างใน จะให้ความรู้สึกขลัง ยิ่งใหญ่ และสงบเงียบเหมือนกำลังเดินอยู่ในวิหารศิลปะเลยทีเดียว
    BingDing Wood Kiln (丙丁柴窑)
    • จุดถ่ายรูปสวย: การออกแบบที่นี่โดดเด่นเรื่องการเล่นกับ "แสงและเงา" โถงทางเดินคอนกรีตที่มีแสงแดดลอดผ่านช่องแสงด้านบนและบล็อกอิฐลงมา จะสร้างมิติเส้นสายที่สวยแพงมาก ถ่ายรูปมุมเสยหรือมุมกว้างออกมาดูเท่ คลีน และมินิมอลสุดๆ ใส่ชุดสีพื้นๆ อย่างขาว ดำ หรือเอิร์ธโทนไป ยืนโพสท่าตรงไหนก็เหมือนถ่ายแบบลงนิตยสาร
    • ไฮไลท์เด็ด: ชั้นสองของอาคารทำเป็นระเบียงทางเดินยาวให้เราเดินวนดูขั้นตอนการทำงานและขั้นตอนการเผาเซรามิกของช่างฝีมือท้องถิ่นได้แบบใกล้ชิด และเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างอาคารคอนกรีตดิบๆ ก็จะเห็นวิวภูเขาและป่าไผ่สีเขียวขจีที่โอบล้อมอยู่ด้านนอก เป็นการผสมผสานระหว่างธรรมชาติ ภูมิปัญญาโบราณ และดีไซน์ยุคใหม่ที่ลงตัวแบบไร้ที่ติ

    Jingdezhen Imperial Kiln Museum - พิพิธภัณฑ์เตาเผาหลวง สถาปัตยกรรมสุดปัง

    Jingdezhen Imperial Kiln Museum
    ลบภาพพิพิธภัณฑ์ที่ดูน่าเบื่อทิ้งไปได้เลย เพราะที่นี่คือสถาปัตยกรรมที่คว้ารางวัลระดับโลกมาแล้ว! ตัวอาคารออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงของเตาเผาอิฐโบราณ สร้างเป็นซุ้มโค้งอิฐสีแดงหลายๆ ซุ้มสลับซับซ้อนกันอยู่บนพื้นที่ขุดค้นทางโบราณคดีของจริง
    • จุดถ่ายรูปสวย: โถงทางเดินซุ้มโค้งอิฐแดงที่แสงแดดจะสาดส่องลงมาเป็นเส้นสายตามช่วงเวลาของวัน แนะนำให้ไปช่วงบ่ายแก่ๆ แสงและเงาจะตกกระทบสร้างมิติที่สวยงามมาก ถ่ายรูปตรงไหนก็เหมือนหลุดเข้าไปในนิตยสารสถาปัตยกรรม

    Sanbao Ceramic Art Village (หมู่บ้านซานเป่า) - หมู่บ้านศิลปินกลางหุบเขา

    Sanbao Ceramic Art Village (หมู่บ้านซานเป่า)
    ถ้าอยากได้ฟีลลิ่งสโลว์ไลฟ์แบบขั้นสุด ต้องนั่งรถออกมานอกเมืองนิดหน่อยเพื่อมาที่หมู่บ้านซานเป่า หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ยาวขนานไปตามลำธารในหุบเขา สองข้างทางเต็มไปด้วยสตูดิโอทำเซรามิก โฮมสเตย์ไม้ที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์ และร้านอาหารพื้นเมืองที่เสิร์ฟในภาชนะทำมือ
    • กิจกรรมแนะนำ: เช่าจักรยานไฟฟ้าขับลัดเลาะไปตามถนนสายเล็กๆ แวะจิบชาในคาเฟ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในสวนป่า หรือจะลงคอร์สเวิร์กชอปปั้นดินสักครึ่งวัน ก็เป็นประสบการณ์ที่ฮีลใจได้ดีเยี่ยม

    ข้อมูลการเดินทาง

    การไปจิ่งเต๋อเจิ้นอาจจะไม่ได้มีบินตรงจากไทย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของนักเดินทางอย่างเรา มาดูวิธีวางแผนกัน

    วิธีเดินทางไปจิ่งเต๋อเจิ้น จากไทย

    วิธีเดินทางไปจิ่งเต๋อเจิ้น ที่สะดวกที่สุดในปัจจุบัน มี 2 รูปแบบหลักๆ ให้เลือกตามความชอบ:
    1. บินไปลงหนานชาง (Nanchang) + รถไฟความเร็วสูง: * นั่งเครื่องบินจากไทยไปลงที่เมืองหนานชาง (Nanchang Changbei International Airport) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลเจียงซี
      • จากนั้นนั่งรถไฟความเร็วสูงจากสถานี Nanchang West หรือ Nanchang ไปลงที่สถานี Jingdezhen North (Jingdezhenbei) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ
    2. บินไปลงเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) / หางโจว (Hangzhou) + รถไฟความเร็วสูง:
      • เหมาะสำหรับคนที่อยากแวะเที่ยวเมืองใหญ่ก่อน แล้วค่อยนั่งรถไฟความเร็วสูงยิงยาวมาที่จิ่งเต๋อเจิ้น จากหางโจวใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง และจากเซี่ยงไฮ้ใช้เวลาประมาณ 4.5 ชั่วโมง ได้นั่งดูวิวสองข้างทางเพลินๆ

    ช่วงเวลาที่เหมาะในการเที่ยว

    จิ่งเต๋อเจิ้นเป็นเมืองที่มี 4 ฤดูชัดเจน ช่วงที่อากาศดีที่สุดและเหมาะกับการเดินเล่นชิลๆ มากที่สุดคือ:
    • ฤดูใบไม้ผลิ (ปลายมีนาคม - พฤษภาคม): อากาศกำลังเย็นสบาย ต้นไม้ผลิใบเขียวชอุ่ม ดอกไม้เริ่มบาน
    • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน): เป็นช่วงที่เพอร์เฟกต์ที่สุด อากาศเย็น ท้องฟ้าโปร่ง ถ่ายรูปสวย แต่อาจจะต้องระวังช่วงวันหยุดยาวของจีน (Golden Week ต้นเดือนตุลาคม) เพราะคนจะมหาศาลมาก
    จิ่งเต๋อเจิ้น เมืองเซรามิกจีน

    บทสรุปประสบการณ์ สโลว์ไลฟ์ในเมืองกระเบื้องเคลือบ

    การได้มาเยือนจิ่งเต๋อเจิ้น ไม่ใช่แค่การมาดูถ้วยชามเซรามิก แต่เป็นการพาตัวเองมาแช่ไว้ในบรรยากาศของเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยงานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ การได้คุยกับศิลปินวัยรุ่นที่ตั้งใจปั้นแก้วแต่ละใบ การได้เห็นความประณีตที่สืบทอดกันมานับพันปี และการได้นั่งโง่ๆ มองแสงแดดลอดผ่านต้นไม้ในหมู่บ้านซานเป่า ทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ที่ทำให้จิ่งเต๋อเจิ้นเป็นเมืองที่มาครั้งเดียวไม่เคยพอ
    ใครที่กำลังมองหาเดสทิเนชันใหม่ๆ สำหรับการ เที่ยวจีนด้วยตัวเอง ที่ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้ ลองลิสต์ "จิ่งเต๋อเจิ้น" ไว้เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ดู รับรองว่าจะได้ความประทับใจและได้แรงบันดาลใจดีๆ กลับมาเต็มกระเป๋า (พร้อมกับน้ำหนักกระเป๋าที่งอกมาจากการเหมาเซรามิก!)

    FAQ คำถามที่พบบ่อย (ตอบทุกข้อสงสัยก่อนแพ็กกระเป๋า)

    Q: ไม่รู้ภาษาจีนเลย จะเที่ยวจิ่งเต๋อเจิ้นรอดไหม? A: รอดแน่นอน! ถึงแม้คนที่นี่จะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ไม่เยอะนัก แต่แค่มีแอปพลิเคชันแปลภาษาอย่าง Baidu Translate หรือ Google Translate (โหลดแบบออฟไลน์ไปเผื่อ) และใช้แอปแผนที่ Baidu Maps ก็สามารถเอาตัวรอดได้สบายๆ ศิลปินรุ่นใหม่หลายคนใน Taoxichuan พอจะสื่อสารภาษาอังกฤษเบื้องต้นได้ด้วย
    Q: งานคราฟต์ที่ตลาดนัดราคาแรงไหม? A: มีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักหมื่นบาท! ถ้าเป็นงานจากนักศึกษาศิลปะที่เอามาตั้งโต๊ะขาย แก้วน้ำหรือจานลายน่ารักๆ อาจจะเริ่มต้นที่ประมาณ 30-50 หยวน (ร้อยกว่าบาท) แต่ถ้าเป็นงานจากศิลปินที่มีชื่อเสียง มีการใช้เทคนิคเคลือบพิเศษ หรือเป็นงานทำมือชิ้นเดียวในโลก ราคาก็จะสูงขึ้นตามความละเอียดของชิ้นงาน สามารถเดินเลือกดูตามงบที่มีได้เลย
    Q: อาหารท้องถิ่นเจียงซีรสชาติเป็นยังไง กินยากไหม? A: อาหารเจียงซีขึ้นชื่อเรื่องความ "เผ็ดร้อนและเค็มนำ" ใครชอบรสจัดน่าจะถูกใจ เมนูที่หากินได้ทั่วไปคือพวกบะหมี่ผัดหรือก๋วยเตี๋ยวซุปไก่รสชาติเข้มข้น แต่ถ้าใครกินเผ็ดไม่เก่ง เวลาสั่งอาหารอย่าลืมเปิดแอปแปลภาษาแล้วโชว์คำว่า "ปู้ล่า" (ไม่เผ็ด) ให้ร้านดูด้วย ในเมืองยังมีคาเฟ่และร้านอาหารตะวันตกเยอะมาก ไม่ต้องกลัวอด
    Q: จ่ายเงินยังไง สะดวกไหมถ้ายกเงินสดไป? A: ที่จีนสังคมไร้เงินสดคือของจริง แม้กระทั่งคุณยายขายผลไม้ข้างทางหรือตลาดนัดงานคราฟต์ก็รับสแกนจ่าย แนะนำให้โหลดแอป Alipay หรือ WeChat แล้วผูกบัตรเครดิต/เดบิต (Travel Card ของธนาคารต่างๆ ในไทย) ให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนบิน สะดวก ปลอดภัย และได้เรตแลกเปลี่ยนที่ดีมากด้วย
    Q: ควรใช้เวลาเที่ยวเมืองนี้กี่วันถึงจะเก็บครบแบบไม่เหนื่อย? A: ระยะเวลาที่กำลังพอดีสำหรับความสโลว์ไลฟ์คือ 3 วัน 2 คืน (หรือ 4 วัน 3 คืนถ้าชอบถ่ายรูปและเวิร์กชอป)
    • วันที่ 1: เดินเล่นในเมือง แวะพิพิธภัณฑ์เตาเผาหลวง ตกเย็นไปเดินตลาด Taoxichuan
    • วันที่ 2: นั่งรถออกไปขลุกตัวที่หมู่บ้านซานเป่าทั้งวัน
    • วันที่ 3: แวะตลาดค้าส่งเซรามิก (Sculpture Factory) ซื้อของฝาก แล้วเตรียมตัวเดินทางกลับ

    บทความเที่ยวจีนเพิ่มเติม

    เพิ่มเพื่อนกับ Klook บน LINE วันนี้ รับสิทธิพิเศษก่อนใคร!

    เพิ่มเพื่อนกับ Klook ทาง LINE  เพื่อไม่พลาดโปรโมชั่นล่าสุดก่อนใคร!
    แค่แอด หรือสแกน QR Code ก็เตรียมรับส่วนลดสูงสุดถึง 500 บาท ไปใช้กับกิจกรรม ทัวร์ การเดินทาง ที่พัก และอีกมากมายได้เลย ไม่เพียงเท่านั้น! คุณจะได้รับข่าวสารและโปรโมชั่นล่าสุดแบบเรียลไทม์ พร้อมดีลลับที่มีเฉพาะเพื่อนใน LINE เท่านั้น! รีบแอดเลย แล้ววางแผนทริปคุ้ม ๆ ไปกับ Klook
    ลดเพิ่ม5%เมื่อจองผ่านแอปครั้งแรก

    Klook คืออะไร?

    Klook คือแพลตฟอร์มชั้นนำของเอเชียสำหรับการจองกิจกรรมและบริการท่องเที่ยวแบบครบวงจร เราคัดสรรประสบการณ์คุณภาพ ตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ทัวร์ท้องถิ่น การเดินทางภายในประเทศ ไปจนถึงที่พักหลากสไตล์ ครอบคลุมกว่า 3,400 จุดหมายทั่วโลก
    รองรับการใช้งานใน 15 ภาษา และสามารถชำระเงินได้มากกว่า 40 สกุลเงิน ผ่านช่องทางชำระที่หลากหลาย ทำให้การจองกับ Klook สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย
    Klook ก่อตั้งในปี 2014 มีเป้าหมายเพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขให้กับนักเดินทางทุกคน ไม่ว่าคุณจะเที่ยวใกล้บ้านหรือออกเดินทางไกล Klook พร้อมพาคุณเชื่อมต่อกับโลกแห่งประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลา

    🧡 ติดตาม Klook ได้ทาง

    more