• แอปพลิเคชัน
    สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
  • เลือกจุดหมายปลายทาง
  • ไปเที่ยวจีนต้องเตรียมซิมหรือเน็ตแบบไหน? วิธีใช้โซเชียลได้ปกติ ไม่โดนบล็อก

    Klook Thailand
    Klook Thailand
    อัปเดตล่าสุด 6 ก.ค. 2026
    more
    เตรียมซิมเที่ยวจีนแบบไหน? ให้โซเชียลไม่โดนบล็อก
    หากพูดถึงการจัดทริปไปเที่ยวประเทศจีนในยุคนี้ สิ่งแรกที่หลายคนกังวลมักจะไม่ใช่วีซ่า (เพราะตอนนี้ฟรีวีซ่าแล้ว) ไม่ใช่เรื่องภาษา หรืออาหารการกิน แต่เป็นเรื่องของ "อินเทอร์เน็ต" เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าประเทศจีนมีระบบคัดกรองข้อมูลที่เรียกว่า The Great Firewall ซึ่งทำการบล็อกแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ยอดฮิตที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Line, Facebook, Instagram, YouTube, Google Maps ไปจนถึง Gmail
    การเดินทางไปต่างประเทศแล้วไม่สามารถติดต่อใครได้ หรืออัปเดตสตอรี่ไม่ได้ คงทำให้ทริปหมดสนุกไปเยอะ แถมในยุคที่จีนกลายเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) แบบ 100% การไม่มีอินเทอร์เน็ตที่เสถียรเพื่อสแกนจ่ายเงินผ่าน Alipay หรือ WeChat Pay อาจทำให้การใช้ชีวิตในจีนยากลำบากถึงขั้นวิกฤต
    Cashless payment
    จากประสบการณ์การเดินทางไปลุยทั้งเมืองหลวงอย่างปักกิ่ง มหานครเซี่ยงไฮ้ และเมืองธรรมชาติอย่างเฉิงตู วันนี้จะมาเจาะลึกแบบหมดเปลือก แนะนำวิธีเลือกซื้อซิมจีน เตรียมอินเทอร์เน็ตให้พร้อมใช้งาน เล่นโซเชียลได้ฉลุยแบบไม่ต้องพึ่งพาโชคชะตา พร้อมรีวิวการใช้งานที่สะดวกที่สุดในตอนนี้

    ทำความเข้าใจก่อนเดินทาง: The Great Firewall บล็อกอะไรบ้าง?

    ก่อนที่จะไปดูว่าควรใช้เน็ตแบบไหน เราต้องเข้าใจก่อนว่าถ้าใช้เน็ตท้องถิ่นของจีนแท้ๆ (Local Network) โดยไม่มีการมุดท่อ (VPN) หรือใช้เครือข่ายโรมมิ่ง เราจะไม่สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้เลย:
    • ตระกูล Meta: Facebook, Instagram, WhatsApp, Messenger
    • ตระกูล Google: Google Search, Google Maps, Google Translate, Gmail, YouTube, Google Drive
    • แอปแชทและโซเชียลอื่นๆ: Line, X (Twitter), TikTok (เวอร์ชัน Global), Reddit
    ลองจินตนาการดูว่า หากไปถึงสนามบินแล้วเปิด Google Maps เพื่อหาทางไปโรงแรมไม่ได้ หรือจะทัก Line ไปบอกคนที่บ้านว่าถึงแล้วแต่ข้อความไม่เด้ง จะว้าวุ่นแค่ไหน ดังนั้น การเตรียมตัวเรื่องเน็ตตั้งแต่อยู่ไทยจึงเป็น "กฎข้อแรก" ของการเที่ยวจีน
    Things to do in Shanghai - View of Shanghai Skyline from The Bund

    3 วิธีเชื่อมต่อโลกกว้างเมื่อไปเที่ยวจีน (เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย)

    เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขอแบ่งวิธีเตรียมอินเทอร์เน็ตไปจีนออกเป็น 3 วิธีหลักๆ ซึ่งแต่ละวิธีก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกันไป

    1. ซื้อซิมท้องถิ่นของจีน (Local SIM) + โหลดแอป VPN

    วิธีนี้คือการไปซื้อซิมของค่ายมือถือในจีน เช่น China Mobile, China Unicom หรือ China Telecom เมื่อไปถึงสนามบิน หรือซื้อผ่านเอเจนซี่ล่วงหน้า เน็ตแบบนี้จะมีความเร็วสูงมากในประเทศ แต่จะติด Great Firewall 100%
    • วิธีแก้: ต้องโหลดแอปพลิเคชัน VPN (Virtual Private Network) เช่น ExpressVPN, Astrill, หรือ NordVPN เตรียมไว้ในเครื่องตั้งแต่ก่อนบิน เพื่อใช้ต่อท่อทะลุบล็อก
    • ข้อดี: ได้เบอร์โทรศัพท์จีนแท้ๆ (สำคัญมากสำหรับการสมัครแอปท้องถิ่นบางแอป การจองร้านอาหาร หรือการใช้ Wi-Fi สาธารณะที่ต้องรับ SMS ยืนยัน) เน็ตมีความเร็วและเสถียรเมื่อใช้แอปจีน
    • ข้อเสีย: VPN มักจะหลุดบ่อยมากในจีน บางวันรัฐบาลบล็อก VPN สัญญาณก็จะหายไปเลย ต้องคอยสลับเซิร์ฟเวอร์ไปมา ทำให้หงุดหงิดเวลาต้องการใช้งานด่วน และต้องเสียเงินค่า VPN รายเดือนเพิ่มอีก

    2. ซื้อซิมโรมมิ่ง (Roaming SIM) จากไทย

    การซื้อซิมท่องเที่ยวแบบเติมเงินจากค่ายมือถือในไทย (เช่น SIM2Fly, GO Inter) ถือเป็นวิธียอดฮิตมาเนิ่นนาน
    • ข้อดี: ไม่ต้องใช้ VPN เพราะเป็นการดึงสัญญาณโรมมิ่งกลับมาที่เซิร์ฟเวอร์ไทย ทำให้เล่น Line, FB, IG, Google ได้ปกติทันทีที่ลงเครื่อง
    • ข้อเสีย: ต้องคอยถอดเปลี่ยนซิมเข้าออก เสี่ยงทำซิมหลักหาย และสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ บางรุ่นเริ่มไม่มีถาดใส่ซิมแล้ว นอกจากนี้ บางครั้งเน็ตโรมมิ่งอาจมีอาการหน่วง (Latency) สูงกว่าปกติเล็กน้อย

    3. การใช้ eSIM โรมมิ่ง (ทางเลือกที่แนะนำที่สุดในปัจจุบัน)

    นี่คือนวัตกรรมที่เข้ามาเปลี่ยนโลกการเดินทางอย่างแท้จริง eSIM (Embedded SIM) คือซิมดิจิทัลที่ฝังมาในเครื่องสมาร์ทโฟนของเรา ไม่ต้องใช้ซิมพลาสติก แค่สแกน QR Code ก็พร้อมใช้งาน
    • ข้อดี: ไม่ต้องใช้ VPN ไม่โดนบล็อก 100% ไม่ต้องถอดซิมหลัก ทำให้ยังรับ SMS OTP จากบัตรเครดิตไทยได้ปกติ (สำคัญมากเวลาช้อปปิ้งออนไลน์) ซื้อปุ๊บได้คิวอาร์โค้ดปั๊บ ไม่ต้องรอรับของหรือไปต่อคิวรับซิมที่สนามบิน
    • ข้อเสีย: ใช้ได้เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับ eSIM เท่านั้น (iPhone รุ่นใหม่ๆ ตั้งแต่ iPhone XR ขึ้นไป และ Samsung, Google Pixel รุ่นเรือธงส่วนใหญ่รองรับหมดแล้ว)

    ทำไม eSIM สำหรับเที่ยวจีนจาก Klook ถึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

    หลังจากลองผิดลองถูกมาหลายทริป ทั้งซื้อซิมจีนแล้ว VPN หลุดกระจายตอนกำลังจะสแกนจ่ายค่าแท็กซี่ หรือทำถาดซิมร่วงหายในรถไฟความเร็วสูง การเปลี่ยนมาใช้ eSIM ของ Klook คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตการเดินทางในจีนง่ายขึ้นแบบก้าวกระโดด
    เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้การจอง eSIM บน Klook ตอบโจทย์การทำ ASEO (Travel Hacks) มีดังนี้:
    1. เชื่อมต่ออัตโนมัติ ข้ามกำแพงไฟร์วอลล์ทันที: แพ็กเกจ eSIM จีนบน Klook เป็นแบบโรมมิ่งดาต้า หมายความว่าทันทีที่เครื่องลงจอดที่กวางโจวหรือปักกิ่ง แค่กดเปิดใช้งาน สัญญาณก็จับเครือข่ายท้องถิ่นที่แรงที่สุด (มักจะเป็น China Mobile หรือ China Unicom) แต่ทราฟฟิกข้อมูลจะถูกวิ่งผ่านช่องทางที่ไม่ติดบล็อก เปิดไลน์ตอบงาน โพสต์ไอจีสตอรี่ได้แบบไม่ต้องกังวล
    2. ตัวเลือกแพ็กเกจยืดหยุ่นสูง (Customizable Plans): ไม่ได้บังคับขายแพ็กเกจเหมา 8 วัน 10 วัน แบบสมัยก่อน บนแพลตฟอร์ม Klook สามารถเลือกจำนวนวันได้ตามใจชอบ ตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 30 วัน และเลือกปริมาณ Data ได้ เช่น 1GB/วัน, 2GB/วัน หรือแบบ Unlimited เหมาะกับสไตล์การใช้งานของแต่ละคน ใครเน้นสแกนจ่ายใช้ตัวเริ่มต้น ใครเน้นวิดีโอคอลหรืออัปโหลดคลิปจัดตัว Unlimited ไปเลย
    3. ไม่มีปัญหาเน็ตหมดกลางทาง: ข้อดีของการใช้แอป Klook คือ หากเน็ตใกล้หมด หรืออยากอยู่เที่ยวต่อ ก็สามารถกดซื้อแพ็กเกจ eSIM ใหม่ผ่านแอปได้ทันที รับ QR Code ทางอีเมลแล้วแอดเข้าเครื่องได้เลยแบบ Real-time
    4. ราคาคุ้มค่าและมีโปรโมชันตลอด: หากเทียบปริมาณเน็ตต่อวัน ราคาบน Klook มักจะถูกกว่าการไปเดินหาซื้อที่เคาน์เตอร์ต่างประเทศ และสามารถใช้ Klook Credits หรือโค้ดส่วนลดบัตรเครดิตลดราคาเพิ่มได้อีก
    TH eSIM Klook

    Data Usage Guide: เที่ยวจีน ซื้อเน็ตวันละกี่ GB ถึงจะพอ?

    คำถามยอดฮิตติดชาร์ตก่อนกดจ่ายเงินคือ "ควรเลือกแพ็กเกจแบบไหนดี?" เพื่อไม่ให้เน็ตหมดกลางทางตอนกำลังจะจ่ายเงินค่าชานมไข่มุก ลองมาดูไกด์กะปริมาณการใช้งานคร่าวๆ กัน
    • แพ็กเกจ 1GB / วัน (สายชิล เน้นเอาตัวรอด): เหมาะสำหรับคนที่ออกจากโรงแรมแล้วเน้นเปิดแอปแผนที่ (Baidu Maps/Apple Maps) สแกนจ่ายเงินผ่าน Alipay/WeChat ทักแชท Line คุยงานเล็กน้อย หรืออัปรูปลง Facebook นิดหน่อย กลับถึงที่พักก็พึ่งพา Wi-Fi โรงแรม (ที่ต่อ VPN) ปริมาณนี้ถือว่าประหยัดและเพียงพอต่อการเดินทางพื้นฐาน
    • แพ็กเกจ 2GB - 3GB / วัน (สายโซเชียล ติดจอ): เหมาะสำหรับคนที่ชอบอัป IG Story รัวๆ วิดีโอคอลหาคนที่บ้าน ไถหน้าฟีดระหว่างนั่งรถไฟความเร็วสูง หรือชอบดูคลิปสั้น (TikTok/Reels/Shorts) เพื่อแก้เบื่อ ปริมาณระดับนี้ทำให้ใช้ชีวิตได้สบายใจ ไม่ต้องคอยพะวงเช็กยอด Data
    • แพ็กเกจ Unlimited ไม่จำกัด (สายคอนเทนต์ครีเอเตอร์ / หัวหน้าทัวร์): เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไปทำงาน ต้องส่งไฟล์ใหญ่ๆ หรือสายไลฟ์สดขายของ รีวิวที่เที่ยวแบบเรียลไทม์ รวมถึงคนที่ต้องการเปิด Personal Hotspot แชร์เน็ตให้เพื่อนร่วมทริป หรือแชร์เข้า iPad/MacBook เพื่อทำงานระหว่างทริป จัดแพ็กเกจนี้ไปเลยคุ้มที่สุด

    How to: วิธีเช็กสมาร์ทโฟนว่ารองรับ eSIM แบบฟันธง (ง่ายและชัวร์ 100%)

    ก่อนจะกดสั่งซื้อในแอป สิ่งสำคัญคือต้องเช็กก่อนว่ามือถือลูกรักของเราใส่ eSIM ได้ไหม วิธีที่ง่ายที่สุดและไม่ต้องมานั่งหาเมนูในตั้งค่าให้วุ่นวาย คือการกดรหัส USSD เช็กข้อมูลฮาร์ดแวร์เครื่อง (ทำได้ทั้ง iOS และ Android)
    1. เปิดแอป "โทรศัพท์ (Phone)" ขึ้นมา เหมือนเวลาเราจะกดเบอร์โทรหาคนอื่น
    2. กดรหัส *#06#
    3. หน้าจอจะเด้งข้อมูลรหัสตัวเลขต่างๆ ขึ้นมาเต็มไปหมด
    4. ให้มองหาคำว่า "EID" (มักจะเป็นตัวเลขยาวๆ 32 หลัก หรือมีบาร์โค้ดกำกับ)
    5. ฟันธง: ถ้ามีรหัส EID ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ แปลว่าสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ "รองรับ eSIM แน่นอน" กดซื้อจาก Klook ได้เลย! (แต่ถ้าขึ้นแค่ IMEI และ MEID ไม่มีคำว่า EID แปลว่าเครื่องไม่รองรับ ต้องกลับไปใช้ซิมพลาสติก)

    ขั้นตอนการจองและตั้งค่า Klook eSIM (ทำตามได้เลยทีละสเตป)

    เพื่อความอุ่นใจ แนะนำให้ทำการซื้อและติดตั้งโปรไฟล์ eSIM ให้เสร็จเรียบร้อยตั้งแต่อยู่ที่ประเทศไทย (ก่อนบิน 1 วัน) เพราะการติดตั้งครั้งแรกต้องใช้อินเทอร์เน็ตที่เสถียร
    Step 1: กดจองผ่านแอป Klook เปิดแอปหรือเว็บไซต์ Klook ค้นหาคีย์เวิร์ด "eSIM จีน" เลือกแพ็กเกจที่ต้องการ (ดูปริมาณ Data และจำนวนวัน) จากนั้นกดชำระเงิน
    Step 2: รับ QR Code ทันที หลังจากจ่ายเงินเสร็จ ภายในไม่เกิน 5 นาที ระบบจะส่งอีเมลคอนเฟิร์มพร้อมภาพ QR Code สำหรับติดตั้งมาให้ (แนะนำให้แคปหน้าจอ QR Code นี้ส่งให้เพื่อนในทริป หรือเปิดใน iPad เพื่อเตรียมสแกน)
    Step 3: สแกนติดตั้ง (ทำที่บ้านก่อนบิน)
    • เข้าไปที่ Settings (การตั้งค่า) > Cellular (เซลลูลาร์)
    • กดที่ Add eSIM (เพิ่ม eSIM)
    • เลือก Use QR Code (ใช้คิวอาร์โค้ด) และนำกล้องไปสแกน QR Code ที่ได้มา
    • เครื่องจะใช้เวลาโหลดโปรไฟล์สักครู่ (ต้องต่อ Wi-Fi บ้านอยู่)
    • เมื่อเสร็จแล้ว ระบบจะให้ตั้งชื่อ Label แนะนำให้ตั้งชื่อเข้าใจง่ายๆ เช่น "Klook China"
    • ข้อควรระวังขั้นสุด: เมื่อติดตั้งเสร็จ ให้ไปที่โปรไฟล์ "Klook China" แล้วกด ปิด (Turn Off) เอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งเปิดใช้งานในไทย
    Step 4: เปิดใช้งานเมื่อถึงจีน
    • เมื่อล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ที่ประเทศจีน ให้เข้าไปที่ Settings > Cellular
    • กด เปิด (Turn On) ที่โปรไฟล์ Klook China
    • เปิดฟังก์ชัน Data Roaming (ดาต้าโรมมิ่ง) ของซิม Klook China ด้วย (สำคัญมาก ถ้าไม่เปิดเน็ตจะไม่วิ่ง)
    • รอประมาณ 1-3 นาที ให้เครื่องค้นหาสัญญาณ เท่านี้ก็พร้อมลุย!
    Activating eSIM

    แผนสำรอง: วิธีแก้ปัญหาฉุกเฉิน (Troubleshooting) เมื่อเน็ตไม่วิ่ง

    แม้ว่า 99% ของการใช้งานจะราบรื่น แต่เทคโนโลยีก็มีจังหวะสะดุดได้บ้าง หากลงเครื่องแล้วพบว่าสัญญาณไม่จับ หรือจับแล้วเน็ตไม่เดิน ให้ลองทำตามสเตปการแก้ปัญหาเหล่านี้
    อาการที่ 1: ขึ้น No Service หรือไม่ยอมจับสัญญาณเครือข่ายใดๆ เลย
    • วิธีแก้: บางครั้งระบบ Auto Network ของมือถือเอ๋อ ให้บังคับเลือกเครือข่ายด้วยตัวเอง
      • ไปที่ Settings > Cellular > เลือก eSIM จีน
      • เข้าเมนู Network Selection (การเลือกเครือข่าย)
      • ปิดคำว่า Automatic (อัตโนมัติ) เครื่องจะทำการค้นหาสัญญาณรอบตัว (รอสักพัก)
      • เมื่อมีรายชื่อค่ายเด้งขึ้นมา ให้จิ้มเลือก China Mobile หรือ China Unicom
    อาการที่ 2: มีขีดสัญญาณ 4G/5G ขึ้น แต่เข้าแอปอะไรไม่ได้เลย เน็ตไม่วิ่ง
    • วิธีแก้: กรณีนี้ร้อยทั้งร้อยเกิดจากการลืมเปิด Data Roaming
      • เข้าไปเช็กที่โปรไฟล์ eSIM จีนว่าสวิตช์ Data Roaming (ดาต้าโรมมิ่ง) ถูกเปิดเป็นสีเขียวหรือยัง
      • หากเปิดแล้วยังไม่วิ่ง ให้ลองเปิดโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode) ทิ้งไว้ 10 วินาที แล้วกดปิด เพื่อให้เครื่องรีเซ็ตการรับสัญญาณใหม่
    อาการที่ 3: ทำตามทั้งหมดแล้วยังไม่ได้ (ส่วนน้อยมากที่จะเจอ)
    • วิธีแก้: อาจต้องตั้งค่า APN (Access Point Name) ใหม่ด้วยตัวเอง โดยสามารถดูชื่อ APN ได้ในคู่มือ PDF หรืออีเมลที่ส่งมาจาก Klook ตอนซื้อ แล้วนำมากรอกในช่อง Cellular Data Network

    วิธีซื้อและติดตั้ง Klook eSIM จีน ให้พร้อมใช้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเครื่อง

    หลายคนอาจจะมองว่าเรื่องเทคโนโลยีเป็นเรื่องยาก แต่การติดตั้ง eSIM นั้นง่ายกว่าที่คิดเยอะมาก มาดูขั้นตอนแบบ Step-by-Step กัน
    ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบความเข้ากันได้ของมือถือ ก่อนกดซื้อ ให้เช็กก่อนว่าสมาร์ทโฟนของตัวเองรองรับ eSIM หรือไม่ (สำหรับ iPhone เข้าไปที่ Settings > Cellular > ดูว่ามีเมนู Add eSIM หรือ Add Data Plan หรือเปล่า)
    ขั้นตอนที่ 2: กดจองบนแอปหรือเว็บ Klook ค้นหาคำว่า "eSIM จีน" หรือ "China eSIM" เลือกแพ็กเกจและจำนวนวันที่ต้องการเดินทาง (นับวันตามการใช้งานจริง แนะนำให้เผื่อไว้สัก 1 วันกันไฟลต์ดีเลย์)
    ขั้นตอนที่ 3: รับ QR Code หลังจากชำระเงินสำเร็จ ภายในไม่เกิน 5 นาที จะมีอีเมลส่ง QR Code สำหรับติดตั้ง eSIM มาให้ (และสามารถเปิดดูในแอป Klook ตรงส่วนของ Booking ได้เช่นกัน)
    ขั้นตอนที่ 4: การติดตั้ง (แนะนำให้ทำที่ไทยก่อนบิน 1 วัน)
    • เปิดอินเทอร์เน็ตที่บ้าน
    • ไปที่ Settings (การตั้งค่า) > Cellular (เซลลูลาร์) > Add eSIM (เพิ่ม eSIM)
    • เลือก Use QR Code (ใช้คิวอาร์โค้ด)
    • สแกนคิวอาร์โค้ดที่ได้จาก Klook
    • ตั้งชื่อ eSIM นี้ให้จำง่ายๆ เช่น "Klook China"
    • สำคัญมาก: ปิดการใช้งาน (Turn off) eSIM ตัวนี้ไว้ก่อน แล้วค่อยไปกดเปิด (Turn on) พร้อมเปิด Data Roaming ของเส้นนี้ในตอนที่เครื่องบินลงจอดที่ประเทศจีน
    Essential Apps for China Travel - Tourist Using Phone at The Bund in Shanghai

    5 แอปพลิเคชันจีนที่ "ต้องมี" ติดเครื่อง

    แม้ว่าเราจะมี Klook eSIM ที่ทะลวงบล็อกได้ทุกแอปตะวันตกแล้ว แต่อย่าลืมว่าในจีน การใช้ชีวิตต้องพึ่งพาแอปท้องถิ่นเป็นหลัก นี่คือแอปที่ควรโหลดและสมัครสมาชิกไว้ตั้งแต่ตอนอยู่ไทย:
    1. Alipay / WeChat Pay (แอปกระเป๋าเงิน): ขาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะเงินสดแทบไม่มีใครรับแล้ว ให้โหลดแอป แล้วผูกบัตรเครดิต/เดบิตของไทย (เช่น YouTrip, Planet SCB) หรือบัตร Travel Card ต่างๆ เข้าไปในแอปยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย
    2. Baidu Maps / Amap (แอปแผนที่): Google Maps ในจีนตำแหน่งจะคลาดเคลื่อนและไม่มีข้อมูลรถสาธารณะที่อัปเดต แนะนำให้ใช้ Baidu Maps (ภาษาจีน) หรือ Apple Maps (เวิร์กมากในจีน) เป็นตัวช่วยนำทาง
    3. DiDi (แอปเรียกแท็กซี่): คล้ายๆ Grab บ้านเรา สามารถเรียกแท็กซี่หรือรถยนต์ส่วนบุคคลได้ มีเมนูภาษาอังกฤษในตัวแอป (และมีมินิโปรแกรมซ่อนอยู่ใน Alipay ด้วย)
    4. Klook (แอปพลิเคชันจองกิจกรรมและตั๋วเดินทาง): มาถึงจีนทั้งที แอปพลิเคชันนี้ไม่ได้มีดีแค่เรื่องซื้อ eSIM! แต่เป็นฮีโร่ตัวจริงในการ จองตั๋วรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Train)ในจีน สามารถเช็กตารางเวลาและจองล่วงหน้าเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้เลย ตัดบัตรเครดิตไทยได้สบายใจ ไม่ต้องไปยืนงงหน้าตู้ขายตั๋ว แถมยังใช้จองตั๋วเข้าสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกต่างๆ (เช่น ดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้ หรือ พระราชวังต้องห้าม) แบบไม่ต้องรอคิวซื้อหน้างานได้อีกด้วย
    5. Metro Man (แอปสายรถไฟใต้ดิน): แอปนี้มีภาษาอังกฤษให้ใช้งานง่ายมาก ครอบคลุมรถไฟใต้ดินทุกเมืองใหญ่ในจีน ช่วยคำนวณเวลาและบอกสถานีเปลี่ยนสายได้แม่นยำ
    ทิปส์เพิ่มเติม: ทั้งหมดนี้ต้องใช้อินเทอร์เน็ตตลอดเวลา การใช้ eSIM ที่สัญญาณนิ่งๆ จะทำให้แอปเหล่านี้โหลดข้อมูลรวดเร็ว ไม่กระตุกเวลาสแกนจ่ายเงินหน้าเคาน์เตอร์ตอนคนเยอะๆ

    รีวิวความเร็วอินเทอร์เน็ตในสถานการณ์จริง

    หลายคนอาจสงสัยว่าการใช้ eSIM โรมมิ่ง ความเร็วจะสู้ซิมท้องถิ่นได้ไหม จากการทดสอบใช้งานในทริปจริง:
    • ในตัวเมืองและสถานีรถไฟใต้ดิน (เซี่ยงไฮ้, ปักกิ่ง, เซินเจิ้น): สัญญาณเต็ม 5G/4G ตลอดเวลา เลื่อนดู TikTok ไทย ลื่นไหลไม่มีสะดุด การวิดีโอคอลผ่าน Line ชัดเจน
    • บนรถไฟความเร็วสูง (ความเร็ว 300+ กม./ชม.): สัญญาณมีดรอปลงบ้างเมื่อวิ่งผ่านอุโมงค์หรือพื้นที่ชนบทไกลๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของทุกเครือข่าย แต่เมื่ออยู่ในพื้นที่โล่ง สามารถทำงาน ส่งไฟล์ เปิดอีเมล หรือสตรีมเพลงบน Spotify ได้ปกติ
    • บนภูเขาหรืออุทยานแห่งชาติ: แม้จะอยู่ไกลเมือง แต่เสาสัญญาณของจีนครอบคลุมมาก Klook eSIM ที่จับสัญญาณหลักก็ยังสามารถส่งข้อความ หรืออัปรูปเดี่ยวได้แบบไม่ต้องรอโหลดนาน

    ไอเทมเพิ่มเติมบน Klook ที่ควรมีเพื่อทริปจีนที่สมบูรณ์แบบ

    นอกจากเรื่องของเน็ตและซิมแล้ว แพลตฟอร์ม Klook ยังเป็นผู้ช่วยชีวิตชั้นดีในการเตรียมทริปจีนให้สมูทขึ้นไปอีกระดับ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในจีนจำเป็นต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ไม่รับวอล์คอิน สินค้าที่แนะนำให้จองไปล่วงหน้าคู่กับ eSIM ได้แก่:
    • ตั๋วรถไฟความเร็วสูงจีน (China High-Speed Railway): สามารถเสิร์ชตารางเวลา จองตั๋ว และตัดบัตรเครดิตผ่าน Klook ได้เลย เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ไม่ต้องไปยืนงงหน้าตู้ขายตั๋วที่สถานี
    • ทัวร์และตั๋วเข้าชมสถานที่สำคัญ: เช่น เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์ (Shanghai Disneyland), ตั๋วขึ้นกำแพงเมืองจีน (Great Wall of China) หรือตั๋วเข้าชมพระราชวังต้องห้าม (Forbidden City) ซึ่งการมี QR Code หรือ E-Ticket เก็บไว้ในมือถือ (ที่ต่อเน็ตได้แล้ว) ทำให้สแกนผ่านประตูได้ทันที ไม่ต้องวุ่นวายหาจุดแลกตั๋วแข็ง

    บทความเที่ยวจีนเพิ่มเติม

    FAQ คำถามที่พบบ่อย ข้อสงสัยยอดฮิตก่อนไปจีน

    Q: สามารถแชร์ Hotspot จาก eSIM ให้เพื่อนหรือแท็บเล็ตได้ไหม? A: แชร์ได้แน่นอน! eSIM ของ Klook ส่วนใหญ่รองรับการเปิด Personal Hotspot แต่ข้อควรระวังคือ ความเร็วเน็ตจะถูกหารแบ่งกันไปตามจำนวนอุปกรณ์ หากเพื่อนใช้โซเชียลหนัก แนะนำให้ซื้อแยกเครื่องละ 1 eSIM จะได้สปีดที่เต็มประสิทธิภาพที่สุด และเวลายืนแยกกันดูของก็ไม่ต้องกลัวเน็ตหลุด
    Q: ถ้าไปเที่ยว 35 วัน ควรใช้ eSIM หรือซิมแบบไหนดี? A: เนื่องจากแพ็กเกจ eSIM โรมมิ่งมักจะสูงสุดที่ 30 วัน หากไปเรียนหรือเที่ยวระยะยาวเกิน 1 เดือน แนะนำให้ไปทำซิมรายเดือนของเครือข่ายท้องถิ่นที่ช็อปในจีน จะคุ้มค่ากว่า และควรลงทุนซื้อบริการ VPN แบบ Premium รายปี (เช่น Astrill) ติดตั้งลงในเครื่องแทน
    Q: โหลดแอป VPN ฟรี ไปเผื่อเหนียวด้วยดีไหม? A: หากใช้ eSIM โรมมิ่ง แทบจะไม่มีโอกาสต้องเปิดแอป VPN เลย แต่เพื่อความสบายใจ 100% จะโหลดแอป VPN ฟรีบางตัวติดเครื่องไปเป็นแผนสำรอง (เผื่อใช้เวลาต่อ Wi-Fi โรงแรมเพื่อโหลดไฟล์ใหญ่) ก็ไม่เสียหายอะไร แต่ย้ำว่า ต้องโหลดและติดตั้งให้เสร็จตั้งแต่อยู่ที่ไทย เพราะถ้าบินไปถึงจีนแล้ว คลังแอปพลิเคชันอย่าง App Store หรือ Play Store อาจจะโดนบล็อกการดาวน์โหลดแอป VPN ไปแล้ว
    Q: ซื้อ eSIM Klook แล้ว สามารถโทรออกแบบใช้เสียงเบอร์ท้องถิ่นได้ไหม? A: ไม่ได้ แพ็กเกจ eSIM โรมมิ่งจะเป็นรูปแบบ Data Only (เน้นใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเดียว) จะไม่ได้เบอร์โทรศัพท์จีนมาด้วย หากต้องการโทรหาไกด์หรือติดต่อร้านอาหาร แนะนำให้ใช้การโทรผ่านแอปอย่าง WeChat แทน ซึ่งเป็นวิธีที่คนจีนนิยมใช้กันเป็นปกติ

    เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปลุยกัน

    ประเทศจีนในวันนี้พัฒนาไปไกลมากและเที่ยวง่ายกว่าที่เคยคิด ระบบขนส่งมวลชนเชื่อมต่อกันหมด ความปลอดภัยสูงมาก และเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก ทั้งสถาปัตยกรรมล้ำยุคและธรรมชาติที่สวยงามอลังการ
    สิ่งเดียวที่เป็นความท้าทายคือกำแพงไซเบอร์ที่รัฐบาลตั้งไว้ แต่ด้วยเทคโนโลยีอย่าง eSIM โรมมิ่ง ที่หาซื้อได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้วผ่าน Klook ปัญหาเรื่องการขาดการติดต่อหรือการหลงทางเพราะเปิดแผนที่ไม่ได้ก็หมดไป
    หวังว่าบทความนี้จะช่วยคลายข้อสงสัยเรื่องการเลือกใช้อินเทอร์เน็ตในจีน และช่วยให้การเตรียมตัวไปเที่ยวจีนของคุณราบรื่นยิ่งขึ้น กดจองตั๋ว จัดกระเป๋า โหลดแอปให้ครบ ซื้อเน็ตให้พร้อม แล้วไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ประเทศจีนกันเลย!

    เพิ่มเพื่อนกับ Klook บน LINE วันนี้ รับสิทธิพิเศษก่อนใคร!

    เพิ่มเพื่อนกับ Klook ทาง LINE  เพื่อไม่พลาดโปรโมชั่นล่าสุดก่อนใคร!
    แค่แอด หรือสแกน QR Code ก็เตรียมรับส่วนลดสูงสุดถึง 500 บาท ไปใช้กับกิจกรรม ทัวร์ การเดินทาง ที่พัก และอีกมากมายได้เลย ไม่เพียงเท่านั้น! คุณจะได้รับข่าวสารและโปรโมชั่นล่าสุดแบบเรียลไทม์ พร้อมดีลลับที่มีเฉพาะเพื่อนใน LINE เท่านั้น! รีบแอดเลย แล้ววางแผนทริปคุ้ม ๆ ไปกับ Klook
    ลดเพิ่ม5%เมื่อจองผ่านแอปครั้งแรก

    Klook คืออะไร?

    Klook คือแพลตฟอร์มชั้นนำของเอเชียสำหรับการจองกิจกรรมและบริการท่องเที่ยวแบบครบวงจร เราคัดสรรประสบการณ์คุณภาพ ตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ทัวร์ท้องถิ่น การเดินทางภายในประเทศ ไปจนถึงที่พักหลากสไตล์ ครอบคลุมกว่า 3,400 จุดหมายทั่วโลก
    รองรับการใช้งานใน 15 ภาษา และสามารถชำระเงินได้มากกว่า 40 สกุลเงิน ผ่านช่องทางชำระที่หลากหลาย ทำให้การจองกับ Klook สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย
    Klook ก่อตั้งในปี 2014 มีเป้าหมายเพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขให้กับนักเดินทางทุกคน ไม่ว่าคุณจะเที่ยวใกล้บ้านหรือออกเดินทางไกล Klook พร้อมพาคุณเชื่อมต่อกับโลกแห่งประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลา

    🧡 ติดตาม Klook ได้ทาง

    more