ครั้งหนึ่ง ในขณะที่เจ้านกยักษ์ที่พาเราไปโตเกียวกำลังสั่นสะเทือนไปทั้งลำ เพราะเจอสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนักเหนือน่านฟ้าของเกาะคิวชู เราก็แอบคิดอยู่ในใจว่า ถ้าเครื่องบินมีร่มชูชีพ เราคงจะหยิบและกระโดดลงไปเที่ยวเกาะนี้ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย แม้จะเป็นแค่เรื่องที่เราคิดเล่น ๆ เพื่อให้หายกังวล แต่เกาะแห่งนี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เราอยากไปเยือนให้ได้สักครั้งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อพูดถึงแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ เราเชื่อว่า ไม่ว่าใครก็คงจะนึกชื่อเมืองอย่าง โตเกียว, โอซาก้า หรือเกาะฮอกไกโด ได้ก่อนเป็นชื่อแรก ๆ ในขณะที่คิวชูกลับกลายเป็นสถานที่ที่คนไทยมักมองข้ามอยู่บ่อย ๆ ชนิดที่ว่า หากคิวชูพูดได้ มันคงจะแอบบ่นน้อยใจให้เราฟังแน่นอน อย่างไรก็ตาม การไปเที่ยวญี่ปุ่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในเมืองยอดฮิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะแม้คิวชูจะไม่ได้โด่งดังเป็นพลุแตก ไม่ได้มีสวนสนุกระดับโลกหรือสกีรีสอร์ทให้คุณได้เพลิดเพลิน แต่เกาะแห่งนี้ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวอันเก่าแก่และมีธรรมชาติอันน่าค้นหามากมายที่ควรมาชมให้ได้สักครั้งในชีวิต

ดังนั้น เราจึงไม่ลังเลที่จะทิ้งภาพจำเก่า ๆ เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น แล้วออกเดินทางไปดื่มด่ำกับความสงบและความงดงามของเกาะคิวชูตามที่หัวใจของเราเรียกร้องมานานแสนนาน

ในวันนี้ เราจะขอพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในคิวชู ซึ่งก็จะมีทั้งสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่, ทะเลสาบ รวมไปถึงภูเขาไฟที่ยังประทุอยู่อีกด้วย โดยการเดินทางอันสุดแสนประทับใจของเราในครั้งนี้ได้เริ่มต้นขึ้นที่เมืองฟุกุโอกะ เมืองหลวงแห่งเกาะคิวชูที่ยังคงรักษาความสงบและอดีตอันล้ำค่าเอาไว้ในอ้อมกอดของตึกสูง

วัดโชฟุคุจิ  ความสงบแบบเซนที่ยังคงหลงเหลือในเมืองหลวงแห่งคิวชู

ทันทีที่เรานั่งรถแท็กซี่ผ่านย่านฮากาตะที่พลุกพล่านที่สุดของเมืองฟุกุโอกะ ภาพความสงบที่เราโหยหาดูจะยังไม่ชัดเจนสักเท่าใด เพราะเราเองก็นึกไม่ออกเลยว่า เมืองที่ดูเจริญเช่นนี้จะมีสถานที่ที่เงียบสงบได้อย่างไรกัน

แต่แล้ว ชายหนุ่มจากสยามประเทศก็ต้องเปลี่ยนความคิดของเขา เมื่อรถค่อย ๆ แล่นผ่านย่านฮากาตะแล้วเลี้ยวเข้าไปในซอกซอยที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนสองชั้นของชาวญี่ปุ่นที่แม้จะเรียบง่ายแต่ก็ดูเก๋ไม่เบา บ้านเรือนเหล่านี้ตั้งอยู่ใกล้วัดโชฟุคุจิ วัดเซนที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1195 ภายหลังจากเช็คอินที่โรงแรม เราจึงไม่รีรอที่จะเดินไปยังวัดโชฟุคุจิเป็นที่แรกทันที

และวัดแห่งนี้ก็ไม่ทำให้เราต้องผิดหวัง เพราะเมื่อเราได้ก้าวเข้าไปในวัดเซนแห่งนี้ เราก็ได้พบกับร่มไม้และสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายตามแบบฉบับของนิกายเซน ความร่มรื่นและงานศิลปะที่แฝงไว้ด้วยความหมายภายในวัดนั้นช่วยขับกล่อมให้เกิดบรรยากาศแห่งความสงบ อันเป็นหัวใจหลักแห่งเซน

ถึงจะตั้งอยู่ท่ามกลางความเจริญทางวัตถุ แต่วัดโชฟุคุจิก็ยังคงเป็นสถานที่ที่ศิลปะแห่งอดีตได้หลอมรวมเข้ากับบรรยากาศอันสงบแห่งเซนอย่างลงตัว แม้แต่เราเองก็ยังถูกสะกดให้ดื่มด่ำกับความสงบและความงามที่อยู่เหนือกาลเวลาแห่งนี้อยู่นานเลยทีเดียว หลังจากที่ได้เที่ยววัดโชฟุคุจิและเที่ยวชมเมืองฟุกุโอกะจนพอใจแล้ว เราก็ตัดสินใจออกเดินทางต่อไปยังจังหวัดโออิตะ โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ทะเลสาบคินริน ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองยูฟุอินนั่นเอง

ทะเลสาบคินริน สวรรค์บนดิน ณ เมืองยูฟุอิน

รถไฟใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมงจากฟุกุโอกะก่อนจะถึงสถานี Yufuin โดยทันทีที่เราก้าวออกมาจากสถานี เราก็พบกับถนนเส้นหลักที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าทั้งสองข้างทาง เส้นทางสายนี้คือเส้นทางหนึ่งที่จะนำเราสู่ทะเลสาบได้

ตลอดทั้งถนนอบอวลไปด้วยบรรยากาศแบบชนบทญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน รอยยิ้มของผู้คน รวมไปถึง ทิวทัศน์ของภูเขาที่ตั้งอยู่เป็นฉากหลังอีกด้วย เราค่อย ๆ ดื่มด่ำกับบรรยากาศอันมีเสน่ห์นี้ก่อนจะพบเข้ากับหมู่บ้านดอกไม้ยูฟุอิน หมู่บ้านแฟนซีที่เต็มไปด้วยร้านค้าของที่ระลึกซึ่งตกแต่งสไตล์ยุโรป ความน่ารักและน่าตื่นตาตื่นใจของหมู่บ้านนี้ได้ทำให้เรารู้สึกราวกับหลุดเข้าไปในโลกเทพนิยายเลยทีเดียว

หลังจากที่แวะถ่ายภาพที่หมู่บ้านดอกไม้อยู่สักพัก เราก็เดินต่อไปจนถึงทะเลสาบคินริน จุดหมายปลายทางของเราเสียที ภาพทิวทัศน์ของทะเลสาบผืนใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้และภูเขานั้นช่างงดงามราวกับภาพวาดของจิตรกรเลื่องชื่อ หากแต่จิตรกรผู้นั้นชื่อกลับมีว่าธรรมชาตินั่นเอง

เรายืนตะลึงกับความงามดังกล่าวอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะสังเกตเห็นว่าน้ำในทะเลสาบนั้นใสเสียจนเราเห็นเหล่าปลาเล็กปลาน้อยมากมายที่แหวกว่ายไปมาด้านล่าง หากจะเปรียบแล้ว ทะเลสาบผืนนี้ก็คงเปรียบได้กับกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนเงาแห่งความงามเอาไว้ได้อยู่ตลอดเวลาทุกช่วงฤดูกาล 

นี่คือสถานที่ที่เราสัมผัสได้ถึงความสงบและรู้สึกราวกับเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติอย่างแท้จริง เราเดินออกจากตัวทะเลสาบด้วยความสุขที่เต็มเปี่ยม ก่อนจะนั่งรถไฟกลับไปยังฟุกุโอกะเพื่อเตรียมเดินทางไปพักที่คุมาโมโตะในวันถัดไป

คุมาโมโตะ เมืองที่ก้าวข้ามวิกฤตได้ด้วยความหวังของวันใหม่

ผู้อ่านบางคนคงจะทราบมาก่อนแล้วว่า ในปี 2016 ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงที่เมืองคุมาโมโตะ จนทำให้สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง ปราสาทคุมาโมโตะ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งในช่วงที่เราไปนั้นก็ยังคงมีการบูรณะอยู่แทบจะทั่วทุกบริเวณ ทำให้เราไม่สามารถเก็บภาพสวย ๆ ของตัวปราสาทมาฝากได้

แต่สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากการมาเยือนคุมาโมโตะนั่นก็คือ ความเข้มแข็งของชาวเมืองที่ยังคงยืนหยัดสู้กับวิกฤตอันใหญ่หลวงได้อย่างเต็มภาคภูมิ เราสังเกตเห็นแววตาของความหวังและรอยยิ้มของพวกเขาที่จ้องมองไปที่ ปราสาทคุมาโมโตะ ซึ่งเต็มไปด้วยนั่งร้านและเครนก่อสร้าง

รูปภาพปราสาทคุมาโมโตะก่อนเหตุแผ่นดินไหวในปี 2016

ส่วนมาสคอตประจำเมืองอย่างเจ้าหมีคุมะมง ก็ดูจะยังคงเป็นตัวแทนแห่งความสุขและความหวังให้แก่ชาวเมืองได้อยู่เสมอ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่จะต้องฟื้นฟูเมืองขึ้นมาจากซากปรักหักพัง แต่รอยยิ้มและความน่ารักของเจ้าหมีตัวนี้ก็ดูจะส่งสารให้เราเชื่อมั่นว่า รุ่งอรุณจะกลับคืนมาที่คุมาโมโตะในอีกไม่นานอย่างแน่นอน

ภูเขาไฟอะโสะ ลมหายใจจากพื้นพิภพ

ในชั่วชีวิตนี้ เรายังไม่เคยมีโอกาสได้เห็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับด้วยตาของตัวเองมาก่อนเลย ดังนั้น ภูเขาไฟอะโสะ ในจังหวัดคุมาโมโตะ จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เราอยากไปเยือนมากที่สุดในทริปนี้อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเราได้จองทัวร์ท่องเที่ยวภูเขาไฟอะโสะเพื่อให้การเดินทางสะดวกสบายและเพื่อให้เราสามารถดื่มด่ำกับธรรมชาติได้มากยิ่งขึ้น

ทัวร์ได้พาเราออกเดินทางจากสถานี Higo Ozu ไปตามเส้นทางมิลค์โรด ซึ่งเป็นเส้นทางที่ขนาบข้างด้วยทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา ก่อนจะพาไปยังจุดชมวิวไดคันโบ อันเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดในทัวร์นี้ เพราะสามารถมองเห็นยอดภูเขาไฟน้อยใหญ่และเมืองด้านล่างได้แบบพาโนราม่านั่นเอง

หลังจากแวะถ่ายภาพที่จุดชมวิวแล้ว เราก็เริ่มเดินทางต่อไปตามเส้นทางที่ค่อย ๆ คดเคี้ยวและสลับซับซ้อนมากขึ้นเพื่อขึ้นไปยังปากปล่องภูเขาไฟอะโสะ โดยภูมิประเทศรอบข้างนั้นก็ช่างงดงามเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดได้ ภาพของทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่สลับกับภูเขาสูงชันถือเป็นภาพที่ทำให้ทุกคนจ้องมองด้วยความสุขใจ และเป็นภูมิทัศน์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะมีอยู่ในดินแดนพระอาทิตย์แห่งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะได้ไปถึงยอดปล่องภูเขาไฟ ทัวร์ได้หยุดแวะที่ทุ่งราบคุสะเซ็นริ อันเป็นทุ่งราบสีเขียวชอุ่มที่มีทั้งทะเลสาบและจุดชมวิวอันน่าตื่นตาตื่นใจที่สามารถมองเห็นภูเขาโคเมซูกะที่อยู่ใกล้ ๆ ได้อีกด้วย

และแล้วเราก็เดินทางไปถึงจุดขึ้นกระเช้าเพื่อไปยังปากปล่องภูเขาไฟอะโสะ หรือเรียกกันว่า ปากปล่องนากาดาเกะ ซึ่งเป็นปากปล่องภูเขาไฟที่มีควันพวยพุ่งออกมาราวกับลมหายใจของเทพเจ้าใต้พื้นพิภพก็ว่าได้ และก็ช่างโชคดีที่วันที่เราไปนั้น ปริมาณก๊าซของปล่องภูเขาไฟนั้นอยู่ในระดับที่ปลอดภัยพอดี เราจึงสามารถขึ้นกระเช้าไปชมปากปล่องได้

เมื่อกระเช้าพาเราไปถึงบริเวณปากปล่องแล้ว หัวใจของเราก็เริ่มเต้นแรงมากยิ่งขึ้น เพราะปากปล่องแห่งนี้มีขนาดกว้างกว่าที่เราคาดมาก ควันที่พวยพุ่งและไอร้อนที่เราสัมผัสได้นั้นทำให้เหล่ามนุษย์บนปากปล่องนั้นดูตัวเล็กลงไปในฉับพลัน นี่คงเป็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่มนุษย์ผู้ทรงปัญญาไม่อาจเทียบเคียงได้เลยแม้แต่น้อย

จองทัวร์รอบเมืองอาโสะหนึ่งวันผ่าน Klook

ชุ่มฉ่ำกายและใจที่หุบเขาทาคาชิโฮ

หลังจากที่เราเที่ยวภูเขาไฟอะโสะจนอิ่มหนำแล้ว เราก็เดินทางกลับเมืองคุมาโมโตะเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปหุบเขาทาคาชิโฮในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเราได้ซื้อทัวร์เช่นเดียวกับวันก่อนเพื่อให้เราเที่ยวได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยทัวร์ได้พาเราเดินทางไปยังจังหวัดมิยาซากิเพื่อไปท่องเที่ยวที่หุบเขาทาคาชิโฮ อันเป็นหุบเขาที่เกิดจากการทับถมของหินภูเขาไฟจากภูเขาไฟอะโสะจนเกิดเป็นช่องเขาสูงเกือบ 100 เมตรที่มีสายน้ำไหลผ่าน

เราจึงไม่รีรอที่จะพายเรือลอดช่องเขานี้เพื่อดื่มด่ำกับธรรมชาติ ซึ่งความชุ่มฉ่ำของสายน้ำ ณ หุบเขาแห่งนี้ดูจะช่วยให้เราหายเหนื่อยจากการเดินทางได้เป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว

หลังจากที่ปล่อยให้ทุกคนได้สนุกกับการพายเรืออย่างเต็มที่แล้ว ทัวร์ก็พาเราเดินทางต่อไปยังศาลเจ้าทาคาชิโฮ ศาลเจ้าชินโตอายุเก่าแก่กว่า 1,800 ปี อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ว่ากันว่าสามารถขอพรต่อเทพเจ้าให้ตนแคล้วคลาดหรือขอพรในเรื่องของความรักได้อีกด้วย

จากนั้น เราได้เดินเลียบริมแม่น้ำต่อไปจนไปถึงยังถ้ำอะมะโนะ ยาสุกาวาระ สถานที่ที่เชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของตำนานในศาสนาชินโต ซึ่งเล่าเอาไว้ว่า ถ้ำแห่งนี้คือถ้ำที่สุริยเทพีอามาเตราซุ ได้กักขังตัวเองไว้หลังจากผิดใจกับเทพวายุซูซาโนโอะ สร้างความมืดมิดและความหนาวเหน็บให้แก่ทุกสรรพสิ่ง จนเหล่าเทพองค์อื่นต้องใช้อุบายเพื่อให้เทพีอามาเตราซุออกมาจากถ้ำเพื่อคืนแสงอรุณที่อบอุ่นให้แก่โลกมนุษย์อีกครั้ง

ด้วยเหตุนี้ ถ้ำอะมะโนะ ยาสุกาวาระ จึงกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังศรัทธา โดยสามารถสังเกตได้จากกองหินที่ผู้คนต่างนำมาเรียงวางไว้ด้านหน้าถ้ำ แม้เราจะไม่ได้รู้เรื่องราวของศาสนาชินโตมากนัก แต่ความงดงาม ความสงบ และพลังศรัทธา ณ ถ้ำแห่งนี้ก็ได้สะกดเราให้ตกอยู่ในภวังค์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

จองทัวร์หุบเขาทาคาชิโฮหนึ่งวันผ่าน Klook

ปราสาทคาราสึ แหล่งรวบรวมภูมิปัญญาแห่งจังหวัดซากะ

หลังจากที่เราเที่ยวหุบเขาทาคาชิโฮเสร็จแล้ว เราก็ได้นั่งรถไฟจากจังหวัดมิยาซากิกลับเข้าเมืองฟุกุโอกะอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สถานที่ท่องเที่ยวสองแห่งสุดท้ายของเรานั้นไม่ได้ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงแห่งนี้ เพราะเราตั้งใจจะไปเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียงอย่างจังหวัดซากะ และนางาซากิ โดยเราได้เลือกเดินทางไปยังเมืองคาราสึ จังหวัดซากาะ เป็นที่แรก เนื่องจากเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากจังหวัดฟุกุโอกะมากนัก

สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังประจำเมืองคาราสึแห่งนี้ก็คงหนีไม่พ้นปราสาทคาราสึ ที่มีเก่ากว่า 400 ปี ภายในมีการจัดแสดงงานเครื่องปั้นดินเผามากมาย ซึ่งถือเป็นดังสัญลักษณ์และภูมิปัญญาที่ชาวซากะภาคภูมิใจ และเนื่องปราสาทแห่งนี้มีความสูงกว่า 5 ชั้น จุดชมวิวด้านบนของปราสาทจึงเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ริมทะเลได้แบบพาโนราม่าอีกด้วย แม้เราจะมีเวลาเที่ยวชมตัวปราสาทไม่มาก แต่เราก็สามารถสัมผัสได้ถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่หลอมรวมเข้ากันกับความงามของธรรมชาติได้อย่างลงตัว จึงเป็นเหตุให้ปราสาทแห่งนี้ได้ใจเราไปแบบไม่ต้องสงสัย

นางาซากิ บาดแผลที่สอนให้เราก้าวต่อไปด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน

และแล้วก็เข้าสู่ช่วงท้ายของการเดินทาง แต่กลับเป็นเมืองนางาซากิ เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทิ้งระเบิดปรมาณู ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 75,000 คน

โดยสถานที่แรกที่เราไปเยี่ยมชมนั้นก็คือ สวนสันติภาพนางาซากิ อนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น เราเฝ้ามองผู้คนที่แวะมาเยี่ยมชมอนุสรณ์แห่งนี้ ซึ่งทุกคนก็น่าจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับเรานั่นก็คือ รู้สึกสะเทือนใจและเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว

หากสวนสันติภาพคืออนุสรณ์ พิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ ที่อยู่ไม่ไกลก็คงจะเป็นสถานที่ที่บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้เป็นอย่างดี เราค่อย ๆ เดินชมสิ่งของจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งก็มีทั้ง ซากปรักหักพัง, นาฬิกาที่หยุดเดินหลังถูกระเบิด หรือแม้แต่ภาพและวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นเอาไว้

ทุกสิ่งที่เราได้เห็นต้นหน้านั้นถึงกับทำให้เราพูดไม่ออก เพราะภาพและวัตถุทุกชิ้นล้วนแล้วแต่เป็นของจริงทั้งสิ้น เสมือนเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่ฝากเอาไว้กลางหัวใจของเมืองนางาซากิ

อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาที่เราอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เราได้เห็นคนหลากหลายสัญชาติที่ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาเคยเป็นทั้งผู้ชนะและผู้แพ้สงคราม แววตาและสีหน้าของทุกคนนั้นดูเหมือนกัน นั่นก็คือแววตาและสีหน้าแห่งความสะเทือนใจ หาได้มีแววตาแห่งความโกรธแค้นไม่ นี่เองคือสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์มากยิ่งขึ้น

ระวัติศาสตร์ที่ปวดร้าวนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราควรเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน และก็ไม่ใช่สิ่งที่เราควรเรียนรู้ด้วยความอาฆาตแค้น แต่กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เข้าใจและอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นต่างหาก

ชาวญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศผู้ชนะสงครามต่างก็มีบาดแผลอยู่ในใจ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะเรียนรู้ถึงข้อผิดพลาดและความปวดร้าวที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ในอดีต ทำความเข้าใจกับมัน และก้าวต่อไปด้วยใจที่หมายมุ่งว่าจะไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก พวกเขาไม่ได้ลืมอดีต แต่พวกเขาเลือกที่จะจำและแก้ไขมันไปพร้อมกันต่างหาก และนั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้นางาซากิฟื้นคืนกลับมาเป็นเมืองแห่งสันติภาพได้ดังเช่นทุกวันนี้

ปัจฉิมบทของการเดินทาง

หลังจากที่เราได้ท่องเที่ยวและสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในคิวชูเราก็พบว่า ณ เกาะแห่งนี้ สถานที่บางแห่งสามารถยืนหยัดฝ่ากาลเวลาและเอาชนะธรรมชาติมาได้ แต่สถานที่บางแห่งก็ไม่อาจพ้นเงื้อมมือของธรรมชาติและมนุษย์ไปได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวคิวชูดูจะมีเหมือนกันนั่นก็คือ ‘ความหวัง’ พวกเขารักษาอดีตเอาไว้ในอ้อมกอดที่อบอุ่น

แม้จะต้องเจอมรสุมหนักหนาสักเพียงใด ชาวคิวชูก็จะก้าวผ่านมันไปได้ด้วยความเข้าใจในท้ายที่สุด พวกเขาเลือกที่จะเก็บความเจ็บปวดและการสูญเสียเอาไว้ในใจ และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่จากซากปรักหักพังและเถ้าถ่านด้วยหัวใจและความหวังถึงอนาคตที่ดีกว่า นั่นคงเป็นเพราะแสงอรุณจากอามาเตราซุยังคงส่องแสงเป็นกำลังใจให้ชาวคิวชูก้าวต่อไปสู่วันใหม่อยู่เสมอนั่นเอง

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งอื่นที่น่าสนใจ

ผู้อ่านคงจะเห็นแล้วว่าคิวชูนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่น่าสนใจมากมาย แต่เราเองก็ยังเที่ยวเกาะแห่งนี้ได้ไม่ทั่วเนื่องด้วยเวลาที่จำกัด ซึ่งขอบอกเลยว่า สถานที่อื่น ๆ ที่เราไม่ได้ไปนั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น สวนคาวาชิฟูจิ ในจังหวัดฟุกุโอกะ, น้ำพุร้อนเมืองเบบปุ, ศาลเจ้าอาโอชิมะ ที่จังหวัดมิยาซากิ หรือภูเขาไฟซากุระชิมะ ที่จังหวัดคาโกชิมะ เป็นต้น

เที่ยวสบายหายห่วงได้ด้วยบัตรรถไฟ JR Pass

แม้สถานที่ท่องเที่ยวในคิวชูนั้นจะมีอยู่ทั่วทั้งเกาะ แต่ถ้าขึ้นชื่อว่าญี่ปุ่นแล้ว การเดินทางก็จะไม่ใช่ปัญหาที่คุณต้องหนักใจอย่างแน่นอน เพราะเพียงคุณมีบัตร JR Pass ใบนี้ติดตัวเอาไว้ คุณก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวทุกภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่นได้แบบไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นรถไฟสายหลักหรือรถไฟท้องถิ่นก็ตาม โดยแพ็กเกจนั้นยังมีให้เลือกทั้งแบบ 7 วัน และแบบ 14 วัน อีกด้วย

เรามีความเชื่อว่า ถ้าเสียเงินไปเที่ยวทั้งทีก็ควรไปเที่ยวแบบให้คุ้มค่าเสียหน่อย ซึ่งเราก็คิดว่าคงไม่มีใครอยากจะเสียเวลาไปกับการนั่งรถไฟนาน ๆ หรือพกบัตรโดยสารหลายใบให้ปวดหัวอย่างแน่นอน ดังนั้น บัตร JR Pass ใบนี้คือตัวช่วยที่จะทำให้คุณสามารถเดินทางได้แบบสะดวกรวดเร็วและมีเวลาดื่มด่ำกับสถานที่ท่องเที่ยวมากขึ้น ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแบบไม่มีข้อกังขาก็ว่าได้

หมายเหตุ – หากคุณมีเวลาในการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างจำกัด คุณก็ยังสามารถเลือกใช้ บัตร JR Kyushu Rail Pass ซึ่งจะมีแพ็กเกจให้เลือกทั้งแบบ 3 วันและ 5 วัน โดยคุณสามารถเลือกประเภทบัตรที่เหมาะกับการท่องเที่ยวของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็น บัตร JR All Kyushu Area Pass,  บัตร JR Northern Kyushu Area Pass และบัตร JR Southern Kyushu Pass

แม้เราจะได้อธิบายเกี่ยวกับบัตร JR Pass ให้ทราบเบื้องต้นแล้ว คุณก็ยังจำเป็นต้องอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมต่าง ๆ ให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นนั่นเอง และหากคุณต้องการรับความสะดวกในราคาสุดประหยัดล่ะก็ Klook ก็คงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะคุณสามารถเลือกซื้อได้ทั้งบัตร JR Pass Whole Japan Area และบัตร Kyushu Rail Pass ผ่านทางแอปพลิเคชั่น แล้วรับบัตรโดยสารไปท่องเที่ยวคิวชูและภูมิภาคอื่น ๆ ของญี่ปุ่น กันให้จุใจได้ทันที เรียกได้ว่าง่ายและคุ้มกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว!

จองบัตรโดยสาร JR Pass สำหรับทุกภูมิภาคในประเทศญี่ปุ่น 7 วัน ผ่าน Klook

Facebook Comments