• ไปยังแอป
  • เลือกจุดหมายปลายทาง
  • แพลนเที่ยวโอซาก้า 7 วัน ตะลุยโอซาก้า เกียวโต นารา โอคายามะ และเมืองใกล้เคียง

    Klook Thailand
    Klook Thailand
    อัปเดตล่าสุด 26 พ.ค. 2025
    more
    แพลนเที่ยวโอซาก้า 7 วัน ตะลุยโอซาก้า เกียวโต นารา โอคายามะ และเมืองใกล้เคียง

    แพลนเที่ยวโอซาก้า เเละคันไซ ครั้งแรก รวมที่เที่ยว การเดินทาง และทริคควรรู้

    เต็มไปด้วยสถานที่ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติสวยงาม และแหล่งท่องเที่ยวสุดตื่นเต้น ภูมิภาคคันไซ (Kansai) จึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับการเริ่มต้นทำความรู้จักความงดงามของญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเลือกพักที่ โอซาก้า (Osaka) เป็นศูนย์กลาง แล้วเดินทางต่อไปยังเมืองใกล้เคียงอย่าง เกียวโต (Kyoto), นารา (Nara) และ โกเบ (Kobe) ได้อย่างสะดวกสบาย
    osaka itinerary japan

    รวมโค้ดส่วนลด Klook คลิกที่นี่! 

    หากยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มวางแผนทริปยังไงดี เราได้เตรียม แพลนเที่ยวโอซาก้า 7 วัน ที่เหมาะมากสำหรับมือใหม่ ทั้งโอซาก้าและภูมิภาคคันไซโดยรอบ มาให้แล้ว
    แพลนเที่ยวโอซาก้า 7 วัน
    • วันที่ 1: เดินทางถึงสนามบินคันไซ & เที่ยวเมืองโอซาก้า
    • วันที่ 2: พักผ่อนและเที่ยวโอซาก้าแบบชิลๆ
    • วันที่ 3: สนุกทั้งวันที่ Universal Studios Japan
    • วันที่ 4: เที่ยวเมืองนาราแบบไปเช้าเย็นกลับ
    • วันที่ 5: ทริปวันเดียว คุราชิกิ โอคายามะ & โกเบ
    • วันที่ 6: ค้างคืนที่เกียวโต
    • วันที่ 7: เที่ยวเกียวโต & เดินทางกลับสนามบินคันไซ
    อ่านต่อเพื่อดูรายละเอียดครบทุกวัน พร้อมไอเดียเที่ยวและแรงบันดาลใจสำหรับทริปญี่ปุ่นครั้งแรกของคุณ!
    🇯🇵 สิ่งที่ควรรู้เมื่อเที่ยวโอซาก้า 🇯🇵
    กิจกรรมยอดฮิตในโอซาก้า
    การเดินทาง
    ไม่พลาดการเชื่อมต่อ ใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วย eSIM 4G ญี่ปุ่น พร้อมค้นหาโรงแรมดีๆ ในโอซาก้า พร้อมโปรพิเศษและดีลแพ็กเกจสุดคุ้ม!

    การเดินทางในโอซาก้า & คันไซ

    บอกเลยว่าการเดินทางรอบ โอซาก้า (Osaka) และภูมิภาคคันไซนั้นง่ายมาก แถมยังมีบัตรเดินทางหลายแบบให้เลือกใช้ เหมาะกับนักท่องเที่ยวมือใหม่สุดๆ
    หากคุณบินตรงมาลงที่ สนามบินนานาชาติคันไซ (Kansai International Airport) สามารถใช้รถไฟด่วนจากสนามบินเพื่อเข้าเมืองโอซาก้าได้ทันที ตัวเลือกยอดนิยมมีดังนี้
    Osaka Airport JR Office
    ที่ สถานีสนามบินคันไซ (Kansai Airport Station) คุณจะพบ สำนักงานการรถไฟญี่ปุ่น (Japan Rail Office) และตู้จำหน่ายตั๋วสำหรับแลก เจอาร์ พาส (JR Pass) ได้ทันที สำหรับแพลนทริปนี้ เราแนะนำให้ใช้ พาสเจอาร์ คันไซ ไวด์ แอเรีย (JR Kansai WIDE Area Pass) ซึ่งครอบคลุมเส้นทางและเมืองไฮไลต์ทั้งหมดในแผนการเดินทางนี้
    หากต้องการตัวเลือกที่ยืดหยุ่นและประหยัดกว่า สามารถเลือกใช้ บัตรไอโคกะ (ICOCA IC Card) ซึ่งเป็นบัตรเดินทางแบบออลอินวันที่ใช้ได้กับรถไฟ เจอาร์ เวสต์ (JR West) รถไฟใต้ดิน รถไฟเอกชน และรถบัสทั่วภูมิภาคคันไซ ใช้งานง่าย คล้ายกับบัตร อีซี่ลิงก์ (EZ-Link Card) ของสิงคโปร์ เหมาะสำหรับการเดินทางภายในเมืองและจ่ายค่าโดยสารแบบไม่ต้องซื้อตั๋วทุกครั้ง

    แพลนเที่ยวโอซาก้า & คันไซ 7 วัน แบบครบทุกไฮไลต์

    วันที่ 1: เที่ยวเมืองโอซาก้า

    Osaka Amazing Pass at Osaka Castle
    เที่ยวโอซาก้าให้คุ้มตั้งแต่วันแรก ด้วย พาสโอซาก้า อเมซิ่ง พาส (Osaka Amazing Pass) ที่ให้คุณนั่งรถไฟและรถบัสในเมืองโอซาก้าได้แบบไม่จำกัดเที่ยว พร้อมเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมกว่า 40 แห่งได้ฟรี
    สถานที่หลายแห่งที่แนะนำไว้ในบทความนี้สามารถเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าเข้าเมื่อใช้พาสนี้ จึงเหมาะมากสำหรับวันแรกที่อยากตะลุยเที่ยวโอซาก้าแบบครบ ทั้งประหยัดเวลาและงบประมาณ

    ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

    Osaka Castle Gozabune
    เริ่มต้นการผจญภัยในโอซาก้าด้วยการมุ่งหน้าไปยังแลนด์มาร์กที่โด่งดังที่สุดของเมือง และยังเป็นสมบัติของชาติอย่าง ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) ปราสาทสุดสง่างามแห่งนี้มีโครงสร้าง 5 ชั้น สูงรวม 8 ชั้น ล้อมรอบด้วยกำแพงหินอันยิ่งใหญ่ สวนสวย คูน้ำ และประตูเมือง ให้บรรยากาศประวัติศาสตร์ที่น่าประทับใจ
    บริเวณรอบปราสาทหรือ สวนปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle Park) จะยิ่งสวยเป็นพิเศษในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เมื่อซากุระบานสะพรั่งทั่วพื้นที่ เหมาะทั้งเดินเล่นและถ่ายรูป
    นอกจากนี้ คุณยังสามารถนั่งเรือ โกซะบุเนะ (Gozabune Boat) ล่องชมรอบปราสาทประมาณ 20 นาที เพื่อดูรายละเอียดของกำแพงหินอย่างใกล้ชิด และชมบรรยากาศสวนที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล
    #KlookTip: เข้าชม ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) (ราคาปกติ ¥600) และนั่งเรือ โกซะบุเนะ (Gozabune Boat) (ราคาปกติ ¥1,500) ได้ฟรี เมื่อใช้ พาสโอซาก้า อเมซิ่ง พาส (Osaka Amazing Pass)

    พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอซาก้า ไคยูคัง (Osaka Aquarium Kaiyukan)

    Osaka Aquarium Kaiyukan Whale Shark
    หากคุณเป็นสายพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ไม่ควรพลาด พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอซาก้า ไคยูคัง (Osaka Aquarium Kaiyukan) หนึ่งในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ยิ่งใหญ่และน่าประทับใจที่สุดของญี่ปุ่น ที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากการจำลองระบบนิเวศของมหาสมุทรแปซิฟิกได้อย่างมีชีวิตชีวาและสร้างสรรค์
    ภายในมีตู้จัดแสดงสัตว์น้ำขนาดใหญ่หลายโซนตามธีมต่างๆ แต่ไฮไลต์สำคัญคือ ตู้ปลาทรงโดมขนาดยักษ์ ที่เป็นบ้านของ ฉลามวาฬ (Whale Shark) ซึ่งเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มอบประสบการณ์ชมโลกใต้ทะเลแบบตื่นตาตื่นใจ เหมาะทั้งสำหรับครอบครัว คู่รัก และนักท่องเที่ยวทุกวัย
    Osaka Aquarium Kaiyukan Ringed Seals
    ที่นี่คุณจะได้พบกับสัตว์ทะเลมากกว่า 30,000 ตัว ไม่ว่าจะเป็นนากทะเล สิงโตทะเล เพนกวิน โลมา ฉลาม กระเบน และแมงกะพรุนหลากสายพันธุ์ หนึ่งในขวัญใจนักท่องเที่ยวที่น่ารักสุดๆ ต้องยกให้ แมวน้ำริงด์ (Ringed Seal) ตัวอ้วนกลม ที่เห็นแล้วอดยิ้มตามไม่ได้

    ชิงช้าสวรรค์เทมโปซาน (Tempozan Giant Ferris Wheel)

    osaka japan travel itinerary tempozan ferris wheel
    เดินจาก พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอซาก้า ไคยูคัง (Osaka Aquarium Kaiyukan) เพียงไม่กี่ก้าว ก็จะพบกับ ชิงช้าสวรรค์เทมโปซาน (Tempozan Giant Ferris Wheel) ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 เมตร สูงถึง 112.5 เมตร และมีทั้งหมด 60 ห้องโดยสาร จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในชิงช้าสวรรค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
    สำหรับสายใจกล้า แนะนำให้เลือก ห้องโดยสารพื้นใส (See-through Gondola) ที่มองทะลุเห็นวิวด้านล่างแบบเต็มๆ เพิ่มความตื่นเต้นระหว่างชมวิวเมืองโอซาก้าจากมุมสูง
    การขึ้น ชิงช้าสวรรค์เทมโปซาน (Tempozan Giant Ferris Wheel) สามารถใช้ พาสโอซาก้า อเมซิ่ง พาส (Osaka Amazing Pass) เข้าได้ฟรี (ราคาปกติ ¥800)
    #KlookTip: สำหรับครอบครัวที่เดินทางพร้อมเด็กๆ อย่าพลาด เลโก้แลนด์ ดิสคัฟเวอรี่ เซ็นเตอร์ โอซาก้า (LEGOLAND Discovery Center Osaka) ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารเดียวกัน โดยบัตรเข้าชมวันธรรมดา (ราคาปกติ ¥2,800) รวมอยู่ใน พาสโอซาก้า อเมซิ่ง พาส (Osaka Amazing Pass) เช่นกัน

    โดทงโบริ (Dotonbori)

    Osaka Dotonbori Glico Man
    오사카 여행 - 도톤보리
    ทริปโอซาก้าจะยังไม่สมบูรณ์ หากไม่ได้มาเดินเล่นที่ โดทงโบริ (Dotonbori) ย่านสุดคึกคักที่เปรียบเสมือนหัวใจของเมืองโอซาก้า ที่นี่โดดเด่นด้วยป้ายนีออนสีสันสดใส ถนนที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารมากมาย ตอบโจทย์ทั้งสายช้อปและสายกินแบบครบจบในที่เดียว
    อย่าลืมแชะภาพคู่กับแลนด์มาร์กดังอย่าง ป้ายกูลิโกะ แมน (Glico Man Sign) เพื่อเก็บโมเมนต์คลาสสิกของโอซาก้าไว้เป็นที่ระลึก
    #KlookTip: เพลิดเพลินกับการล่องเรือ ทมโบริ ริเวอร์ ครูซ (Tombori River Cruise) ได้ฟรี (ราคาปกติ ¥1,000) เมื่อใช้ พาสโอซาก้า อเมซิ่ง พาส (Osaka Amazing Pass)
    osaka japan travel itinerary dotonbori
    แนะนำให้มาที่นี่ตอนท้องว่างๆ จะได้อิ่มอร่อยกับสตรีทฟู้ดญี่ปุ่นแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นทาโกะยากิ เมลอนปัง เกี๊ยวซ่า และโอโคโนมิยากิ
    หากคุณวางแผนฝากท้องมื้อเย็นที่ โดทงโบริ (Dotonbori) ลองเพิ่มร้านอาหารยอดนิยมในย่านนี้เข้าไปในแพลน รับรองว่าได้ลิ้มรสของอร่อยระดับท็อปลิสต์แน่นอน!

    วันที่ 2: พักผ่อนเที่ยวโอซาก้าแบบสบายๆ

    ตลาดคุโรมง อิจิบะ (Kuromon Ichiba Market)

    kuromon ichiba market osaka japan itinerary
    ใช้วันที่สองในโอซาก้าแบบสบายๆ เก็บที่เที่ยวและกิจกรรมที่ยังอยู่ในลิสต์ให้ครบ เราแนะนำให้เริ่มต้นวันด้วย ตลาดคุโรมง อิจิบะ (Kuromon Ichiba Market) ตลาดสดชื่อดังที่คึกคักตลอดวัน เต็มไปด้วยร้านค้ากว่า 100 ร้าน ให้เลือกซื้อทั้งอาหารทะเล ผลไม้และผักสด ของฝาก ขนมญี่ปุ่นดั้งเดิม รวมถึงสตรีทฟู้ดหลากหลายชนิด
    Kuromon Ichiba Market Tuna Sushi
    แวะมาฝากท้องมื้อเช้าด้วยสตรีทฟู้ดที่นี่ได้เลย เมนูยอดนิยมมีตั้งแต่ซูชิปลาทูน่าสด ขาปูย่าง ยากิโทริ หอยเม่น ซูชิ หอยนางรมสด ทาโกะยากิ โอนิกิริข้าวปั้น ไปจนถึงเนื้อเสียบไม้ รับรองว่าอร่อยถูกใจสายกินแน่นอน

    คาเฟ่โปเกมอน โอซาก้า (Pokemon Cafe Osaka)

    Osaka Pokemon Cafe Pikachu
    ไปต่อที่ไหนดี? หากคุณเป็นแฟนโปเกมอน ต้องไม่พลาดแวะ โปเกมอน เซ็นเตอร์ โอซาก้า ดีเอ็กซ์ (Pokemon Center Osaka DX) ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 9 ของ ไดมารุ ชินไซบาชิ (Daimaru Shinsaibashi) ที่นี่รวบรวมสินค้าโปเกมอนหลากหลายแบบไว้ครบ ตั้งแต่ของที่ระลึกไปจนถึงไอเท็มลิมิเต็ดที่แฟนๆ เห็นแล้วต้องใจสั่น
    ถัดจากร้านคือ คาเฟ่โปเกมอน โอซาก้า (Pokemon Cafe Osaka) คาเฟ่อย่างเป็นทางการที่เสิร์ฟอาหารและของหวานธีมโปเกมอนสุดคาวาอี้ ทั้งน่ารักและถ่ายรูปขึ้นทุกเมนู จนแทบไม่กล้ากิน! เหมาะมากสำหรับพักเหนื่อย เติมพลัง และเก็บโมเมนต์น่ารักๆ ระหว่างเที่ยวโอซาก้า
    Osaka Pokemon Cafe Food
    งแต่ข้าวห่อไข่ปิกาจู (Pikachu Omelette Rice) เค้กช็อกโกแลตรูปลูกบอล (Poke Ball Chocolate Cake) ไปจนถึงกาแฟที่ตกแต่งด้วยลาเต้อาร์ตโปเกมอน ทุกเมนูคือประสบการณ์สุดพิเศษที่หาที่อื่นไม่ได้ ระหว่างมื้ออาหาร ปิกาจู (Pikachu) จะออกมาทักทายแบบเซอร์ไพรส์ด้วย ดังนั้นอย่าเพิ่งรีบลุกออกก่อนล่ะ!
    #KlookTip: คาเฟ่นี้ฮิตมากและมักจองเต็ม แนะนำให้ จองล่วงหน้า ก่อนมาเพื่อไม่พลาดประสบการณ์สุดคาวาอี้นี้

    โซลานิวะ ออนเซ็น (Solaniwa Onsen)

    Solaniwa Onsen Rooftop Garden Foot Spa
    กินอิ่มแล้ว มาเติมความฟินสไตล์ญี่ปุ่นกันต่อที่ โซลานิวะ ออนเซ็น (Solaniwa Onsen) ออนเซ็นชื่อดังที่ตั้งอยู่ภายใน โอซาก้า เบย์ ทาวเวอร์ (Osaka Bay Tower) หนึ่งในแลนด์มาร์กย่านโอซาก้าเบย์ เดินทางสะดวก เหมาะมากสำหรับคนที่อยากแช่ออนเซ็นในโอซาก้าแบบไม่ต้องออกไปไกลจากตัวเมือง
    ที่นี่มีบ่อน้ำแร่ให้เลือกถึง 9 ประเภท รวมถึงบ่อกลางแจ้ง ที่ใช้น้ำพุร้อนธรรมชาติแท้จากระดับความลึกกว่า 1,000 เมตรใต้พื้นดิน ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและคลายความเหนื่อยล้าหลังเที่ยวมาทั้งวัน ใครกำลังหาที่แช่ออนเซ็นโอซาก้า ที่นี่ถือเป็นตัวเลือกยอดนิยม
    อีกหนึ่งไฮไลต์คือสวนญี่ปุ่นบนดาดฟ้าขนาดใหญ่ของ โซลานิวะ ออนเซ็น (Solaniwa Onsen) ที่จัดแต่งตามฤดูกาล สามารถใส่ชุดยูกาตะเดินเล่น ถ่ายรูป หรือแช่เท้า ท่ามกลางวิวสวนสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ บรรยากาศผ่อนคลายเหมาะกับทั้งสายพักผ่อนและสายคอนเทนต์
    นอกจากนี้ ภายในยังมีโซนซาวน่าหินร้อน 7 ห้อง ร้านอาหาร โซนเกม และลานเบียร์การ์เด้น ทำให้ โซลานิวะ ออนเซ็น (Solaniwa Onsen) กลายเป็นออนเซ็นธีมพาร์คครบวงจร ใกล้โอซาก้า เบย์ ทาวเวอร์ (Osaka Bay Tower) ที่เหมาะทั้งคู่รัก แก๊งเพื่อน และครอบครัว
    ถ้าแพลนเที่ยวโอซาก้า และกำลังมองหาที่เที่ยวผ่อนคลายในเมือง แนะนำเพิ่ม โซลานิวะ ออนเซ็น (Solaniwa Onsen) ไว้ในลิสต์ รับรองได้ทั้งบรรยากาศญี่ปุ่นแท้ ประสบการณ์แช่ออนเซ็น และสิ่งอำนวยความสะดวกครบจบในที่เดียว
    Solaniwa Onsen Private Room
    สำหรับใครที่รู้สึกเขินหรืออยากได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โซลานิวะ ออนเซ็น (Solaniwa Onsen) ก็มีบริการห้องส่วนตัว ให้สามารถอัปเกรดได้ ภายในห้องจะมีออนเซ็นส่วนตัว ห้องอาบน้ำ โซฟา และทีวีสำหรับนั่งพักผ่อนแบบสบาย ๆ เหมาะทั้งคู่รัก กลุ่มเพื่อน หรือครอบครัวขนาดเล็ก ห้องหนึ่งรองรับได้สูงสุด 4 คน ราคาเริ่มต้นที่ 7,700 เยน สำหรับการใช้งาน 2 ชั่วโมง ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์คนที่อยากแช่ออนเซ็นในโอซาก้าแบบไพรเวท
    #KlookTip: ที่ประเทศญี่ปุ่น ออนเซ็นหลายแห่งอาจปฏิเสธผู้ที่มีรอยสักเข้าใช้บริการ อย่างไรก็ตาม หากมีรอยสักขนาดเล็ก สามารถซื้อแผ่นสติกเกอร์ปิดรอยสักได้ที่เคาน์เตอร์ของ โซลานิวะ ออนเซ็น (Solaniwa Onsen) เพื่อใช้ปิดก่อนเข้าแช่ออนเซ็นตามธรรมเนียมญี่ปุ่น

    ชินเซไก & หอคอยสึเทนคาคุ (Shinsekai & Tsutenkaku Tower)

    osaka japan travel itinerary shinsekai
    หลังจากผ่อนคลายเต็มที่จากการแช่ออนเซ็น สามารถนั่งรถไฟใต้ดินเพียงประมาณ 20 นาที มุ่งหน้าไปยัง ชินเซไก (Shinsekai) ย่านดาวน์ทาวน์สไตล์วินเทจทางตอนใต้ของโอซาก้า ที่ยังคงเสน่ห์เมืองเก่าไว้อย่างชัดเจน
    ย่าน ชินเซไก (Shinsekai) ได้รับความนิยมจากบรรยากาศย้อนยุคและแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง หอคอยสึเทนคาคุ (Tsutenkaku Tower) ซึ่งในอดีตเคยถูกเรียกว่า “หอไอเฟลแห่งโอซาก้า” และถือเป็นสัญลักษณ์ประจำย่าน นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมวิวเมืองโอซาก้าแบบพาโนรามาได้จากด้านบน
    แต่สิ่งที่ดึงดูดผู้คนให้มาเยือนชินเซไกมากที่สุด คือร้านอาหารเก่าแก่และอิซากายะสไตล์ญี่ปุ่นราคาสบายกระเป๋า โดยเฉพาะร้านที่ขาย คุชิคัตสึ (Kushikatsu) หรือของทอดเสียบไม้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์หรือผักชุบแป้งทอดกรอบ ๆ เมนูท้องถิ่นขึ้นชื่อของโอซาก้าที่ต้องลองอย่างน้อยสักครั้ง
    ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศโอซาก้าแบบโลคอลแท้ ๆ ทั้งเดินเล่น ถ่ายรูป กินของอร่อย และชมแลนด์มาร์กสำคัญ การมาเที่ยว ชินเซไก (Shinsekai) ถือเป็นอีกหนึ่งพิกัดที่ไม่ควรพลาดในทริปโอซาก้า
    ระหว่างเที่ยว หอคอยสึเทนคาคุ (Tsutenkaku Tower) อย่าพลาดเครื่องเล่นใหม่สุดตื่นเต้นอย่าง สไลเดอร์หอคอยสึเทนคาคุ (Tsutenkaku Tower Slider) ที่กำลังได้รับความนิยมในโอซาก้า เตรียมตัวให้พร้อม เพราะคุณจะได้สไลด์ลงมาจากความสูงประมาณ 60 เมตร ภายในเวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น เป็นกิจกรรมสายแอดเวนเจอร์ที่เพิ่มความสนุกให้ทริปเที่ยวโอซาก้าแบบไม่ซ้ำใคร
    ราคาปกติของ Tsutenkaku Tower Slider อยู่ที่ประมาณ 1,000 เยนต่อรอบ แต่ถ้ามี โอซาก้า อะเมซิ่ง พาส (Osaka Amazing Pass) สามารถเล่นได้ฟรีในวันธรรมดา ถือเป็นอีกหนึ่งสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าสำหรับคนที่วางแผนเที่ยวโอซาก้าแบบจัดเต็มหลายสถานที่
    ใครกำลังมองหากิจกรรมสนุก ๆ ในย่านชินเซไก นอกจากเดินกินคุชิคัตสึแล้ว ลองแวะขึ้น หอคอยสึเทนคาคุ (Tsutenkaku Tower) แล้วปิดท้ายด้วยการเล่นสไลเดอร์สุดมันส์ รับรองว่าได้ทั้งวิวเมืองและอะดรีนาลีนครบในจุดเดียว

    อาคารอุเมดะ สกาย (Umeda Sky Building)

    osaka japan travel itinerary umeda sky building
    ปิดท้ายค่ำคืนที่โอซาก้าให้โรแมนติกสุด ๆ ด้วยการชมวิวเมืองยามค่ำ 🌃✨ เพราะไม่มีอะไรดีไปกว่าการดูไนท์วิวโอซาก้าแบบพาโนรามา หลังทานมื้อเย็นเสร็จ แนะนำให้มุ่งหน้าไปที่ อาคารอุเมดะ สกาย (Umeda Sky Building) หนึ่งในตึกระฟ้าที่โดดเด่นและเป็นไอคอนของโอซาก้า
    ไฮไลต์อยู่ที่ คูจู เทอิเอน ออบเซอร์วาทอรี (Kuchu Teien Observatory) หรือ Sky Garden Observatory จุดชมวิวบนดาดฟ้าที่เปิดโล่ง สามารถมองเห็นเส้นขอบฟ้าและแสงไฟของเมืองโอซาก้าแบบไม่มีสิ่งกีดขวาง ช่วงเวลาที่สวยที่สุดคือช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ที่จะได้เห็นท้องฟ้าไล่เฉดสี ก่อนเปลี่ยนเป็นวิวเมืองยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ เหมาะมากสำหรับคู่รักหรือคนที่อยากเก็บภาพโอซาก้าในมุมมองพิเศษ
    #KlookTip: ถ้ามี โอซาก้า อะเมซิ่ง พาส (Osaka Amazing Pass) สามารถเข้าชม คูจู เทอิเอน ออบเซอร์วาทอรี (Kuchu Teien Observatory) ได้ฟรีก่อนเวลา 18.00 น. (ราคาปกติ 1,500 เยน) เป็นอีกหนึ่งสิทธิประโยชน์ที่ช่วยให้เที่ยวโอซาก้าได้คุ้มยิ่งขึ้น
    ถ้าอยากจบทริปโอซาก้าแบบประทับใจ ทั้งวิวพระอาทิตย์ตกและแสงเมืองยามค่ำคืน อย่าลืมเพิ่ม อาคารอุเมดะ สกาย (Umeda Sky Building) เข้าไปในลิสต์แพลนเที่ยวด้วย
    ถ้ายังมีเวลาในแพลน และอยากเพิ่มกิจกรรมสนุก ๆ ในโอซาก้า นี่คือพิกัดและพาสเที่ยวที่น่าสนใจ ซึ่งช่วยให้จัดทริปได้คุ้มค่ามากขึ้น

    วันที่ 3: สนุกสุดเหวี่ยงที่ ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน (Universal Studios Japan)

    osaka japan travel itinerary universal studios japan theme park
    พาตัวเองเข้าสู่โลกแห่งความสนุกแบบจัดเต็มในวันที่สาม กับหนึ่งในที่เที่ยวไฮไลต์ของโอซาก้าอย่าง Universal Studios Japan สวนสนุกระดับโลกที่สายธีมพาร์คต้องไม่พลาด
    ที่นี่คุณจะได้หลุดเข้าไปในโลกเวทมนตร์ของ The Wizarding World of Harry Potter™ เดินเล่นในหมู่บ้านฮอกส์มี้ดและชมปราสาทฮอกวอตส์สุดอลังการ หรือจะสนุกไปกับโซนยอดฮิตอย่าง Super Nintendo World™ โซนใหม่ที่เปิดให้บริการพร้อมเครื่องเล่นสุดล้ำและบรรยากาศเหมือนเข้าไปอยู่ในเกมมาริโอ้จริง ๆ
    ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนภาพยนตร์ เกม หรือชอบเครื่องเล่นหวาดเสียว Universal Studios Japan คือที่เที่ยวโอซาก้าที่เติมเต็มทั้งความตื่นเต้น ความแฟนตาซี และโมเมนต์สนุก ๆ ตลอดทั้งวัน ถ้ามาโอซาก้าแล้วรักสวนสนุก ที่นี่คือพิกัดห้ามพลาดในแพลนวันที่ 3
    USJ Super Nintendo World
    นอกจากโซนยอดฮิตจากภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง The Wizarding World of Harry Potter™, Jurassic Park™ และ Minions แล้ว Universal Studios Japan ยังมีโซนพิเศษตามธีมที่อัปเดตอยู่เสมอ ซึ่งหลายกิจกรรมได้รับแรงบันดาลใจจากอนิเมะชื่อดังของญี่ปุ่น และมีเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ทำให้การมาเที่ยว Universal Studios Japan แตกต่างจากสวนสนุกสาขาอื่น ๆ ทั่วโลก ใครเป็นสายอนิเมะหรือป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่น บอกเลยว่าฟินแน่นอน
    #KlookTip: เมื่อรู้แล้วว่ามีเครื่องเล่นและโซนไฮไลต์รออยู่เพียบ แนะนำให้ซื้อ Universal Express Pass เพิ่ม เพื่อให้สามารถข้ามคิวเครื่องเล่นยอดนิยมได้ ช่วยประหยัดเวลาและเก็บเครื่องเล่นได้ครบมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงวันหยุดหรือฤดูท่องเที่ยว เที่ยว ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน (Universal Studios Japan) แบบวางแผนดี ๆ รับรองสนุกได้เต็มวันแบบคุ้มสุด

    วันที่ 4: เที่ยวเมืองนาราแบบไปเช้า-เย็นกลับ (Nara Day Trip)

    หลังจากเก็บไฮไลต์ในโอซาก้าครบแล้ว ได้เวลาออกนอกเมืองกันบ้าง! จุดหมายแรกคือ เมืองนารา (Nara) เมืองประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยวัดเก่าแก่และกวางน่ารัก ๆ โดยสามารถเดินทางจากสถานี JR นัมบะ ไปยังนาราได้ในเวลาประมาณ 50 นาที ด้วยพาสรถไฟภูมิภาคอย่าง JR Kansai WIDE Area Pass ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนที่วางแผนเที่ยวคันไซหลายเมือง
    นารา (Nara) เป็นหนึ่งในเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น และถือเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวใกล้โอซาก้ายอดนิยมสำหรับทริป 4 วัน 3 คืน ไฮไลต์ของที่นี่คือสวนกวางขนาดใหญ่ วัดมรดกโลก และบรรยากาศเมืองเก่าที่เงียบสงบ ต่างจากความคึกคักของโอซาก้าอย่างชัดเจน
    ถ้าอยากสัมผัสญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เดินเล่นสวนกวาง ถ่ายรูปวัดโบราณ และใช้เวลาเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ การจัดทริป โอซาก้า - นารา แบบไปเช้าเย็นกลับ ถือเป็นแพลนที่ลงตัวมาก

    สวนนารา (Nara Deer Park)

    nara japan travel itinerary deer park
    เดินจากสถานี JR นารา ประมาณ 20 นาที ก็จะถึง สวนนารา (Nara Park) หรือที่หลายคนเรียกว่า นารา เดียร์ พาร์ค (Nara Deer Park) แลนด์มาร์กยอดฮิตของเมืองนารา ที่มีกวางป่าออกมาเดินเล่นอย่างอิสระทั่วบริเวณสวน
    ไฮไลต์ที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในที่เที่ยวใกล้โอซาก้ายอดนิยม คือกวางนาราจะ “โค้งคำนับ” ให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อขอขนมก่อนรับประทาน เรียกได้ว่าเป็นโมเมนต์น่ารัก ๆ ที่หาดูได้ยาก ขนมสำหรับกวางหรือ ชิกะเซ็มเบ้ (Shika Senbei) มีขายตามแผงรอบสวน ในราคาประมาณ 200 เยนต่อชุด ใครอยากให้อาหารกวาง สามารถเลือกมุมสวย ๆ แล้วเริ่มฟีดได้เลย
    #KlookTip: กวางบางตัวอาจซนจนเผลอกัดเสื้อผ้าหรือกระเป๋าได้ แนะนำให้ใส่เสื้อผ้าที่ไม่ซีเรียสหากจะเปื้อน และเก็บแผนที่หรือกระดาษต่าง ๆ ให้มิดชิด เพราะกวางอาจสนใจเป็นพิเศษ
    ถ้าแพลนเที่ยวโอซาก้า 4 วัน 3 คืน แล้วอยากเพิ่มประสบการณ์ใกล้ชิดธรรมชาติและสัตว์แบบไม่ต้องไปไกล สวนนารา (Nara Park) คือพิกัดห้ามพลาดในทริปวันเดียวจากโอซาก้า

    วัดโทไดจิ (Todaiji Temple)

    nara japan travel itinerary deer park
    แม้เมืองนาราจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่กลับอัดแน่นไปด้วยสมบัติทางวัฒนธรรม ทั้งวัดเก่าแก่และวัดขนาดใหญ่ระดับประเทศ โดยหนึ่งในสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวนารา คือ โทไดจิ (Todaiji) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มหาวิหารตะวันออก” (Great Eastern Temple)
    วัดโทไดจิถือเป็นหนึ่งในวัดที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ภายในประดิษฐานพระใหญ่ไดบุสึ (Daibutsu) พระพุทธรูปสำริดขนาดมหึมาที่เป็นไฮไลต์สำคัญ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมสถาปัตยกรรมไม้ขนาดใหญ่ที่โดดเด่น และสัมผัสบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ที่สะท้อนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง
    หากจัดแพลนเที่ยว นาราแบบไปเช้าเย็นกลับจากโอซาก้า การมาเยือน วัดโทไดจิ (Todaiji Temple) ถือเป็นจุดหมายหลักที่ช่วยเติมเต็มทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมในทริปเดียว
    Nara Todaiji Temple
    ภายใน Todaiji ไฮไลต์สำคัญคือ ไดบุสึเด็น (Great Buddha Hall) อาคารหลักของวัด ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ หรือ “ไดบุสึ” หนึ่งในพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
    ทุกปีจะมีผู้คนจากทั่วญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศเดินทางมาสักการะ ขอพร และสัมผัสความยิ่งใหญ่ของศิลปะพุทธศาสนายุคโบราณ บรรยากาศเงียบสงบและทรงพลัง เหมาะสำหรับคนที่อยากซึมซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นแท้ ๆ ระหว่างทริปเที่ยวนาราแบบไปเช้า-เย็นกลับ
    เดินเที่ยวมาทั้งช่วงเช้า ได้เวลาหาของอร่อยเติมพลังแล้ว รอบ ๆ สวนนารา (Nara Park) มีร้านอาหารชื่อดังมากมาย หรือจะเดินต่อไปที่ ถนนช้อปปิ้งฮิกาชิมุกิ (Higashimuki Shopping Street) ซึ่งอยู่ใกล้สถานี Kintetsu Nara ก็สะดวกไม่แพ้กัน
    ที่นี่เป็นถนนการค้าครอบหลังคา เดินสบาย มีทั้งร้านอาหารท้องถิ่น คาเฟ่ ขนมขึ้นชื่อของนารา และร้านของฝาก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับกวาง ไม่ว่าจะเป็นขนม ของที่ระลึก หรือของใช้ลายน้องกวางสุดน่ารัก เหมาะสำหรับซื้อฝากก่อนกลับโอซาก้า
    ถ้ายังมีเวลาในแพลนวันเดียวจากโอซาก้า สามารถเพิ่มพิกัดเหล่านี้เข้าไปได้:
    • Horyu-ji วัดเก่าแก่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และมีอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
    • Isuien Garden สวนญี่ปุ่นสวยงามที่จัดภูมิทัศน์อย่างประณีต พร้อมวิวฉากหลังเป็นภูเขาและวัดโบราณ
    • Yoshikien Garden สวนญี่ปุ่นบรรยากาศเงียบสงบ แบ่งโซนจัดสวนหลากสไตล์ เหมาะสำหรับเดินเล่นพักผ่อน
    ทริป โอซาก้า - นารา แบบไปเช้าเย็นกลับ จึงไม่ได้มีแค่กวาง แต่ยังเต็มไปด้วยวัดเก่าแก่ สวนญี่ปุ่น และบรรยากาศเมืองประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากโอซาก้าอย่างชัดเจน

    teamLab Botanical Garden Osaka

    teamLab Botanical Garden Osaka
    กลับถึงโอซาก้าในช่วงเย็นแล้ว? ปิดท้ายวันด้วยประสบการณ์ศิลปะสุดล้ำที่ teamLab Botanical Garden Osaka นิทรรศการกลางแจ้งสุดดรีมมี่ที่สายอาร์ตและสายถ่ายรูปไม่ควรพลาด
    พื้นที่แห่งนี้เป็นสวนพฤกษศาสตร์ในช่วงกลางวัน แต่เมื่อพระอาทิตย์ตก บรรยากาศจะเปลี่ยนเป็นโลกของศิลปะแสงสีแบบอินเทอร์แอคทีฟที่ผสานธรรมชาติกับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างลงตัว ต้นไม้ ดอกไม้ และพื้นที่รอบตัวจะถูกแต่งแต้มด้วยไฟและเอฟเฟกต์ที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของผู้ชม ทำให้ทุกก้าวที่เดินกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลป์
    teamLab Botanical Garden Osaka เหมาะมากสำหรับคนที่อยากเติมความโรแมนติกหรือคอนเทนต์สวย ๆ ลงในแพลนเที่ยวโอซาก้า โดยเฉพาะช่วงค่ำที่แสงไฟสะท้อนกับธรรมชาติสร้างบรรยากาศเหนือจริงแบบที่หาดูได้ยากในที่อื่น
    teamLab Botanical Garden Osaka coloured eggs
    ที่ teamLab Botanical Garden Osaka พื้นที่ทั้งสวนจะเปลี่ยนแปลงแบบอินเทอร์แอคทีฟอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้มีแค่ไฟสวย ๆ ให้ถ่ายรูปเท่านั้น แต่ผลงานศิลปะจะตอบสนองต่อธรรมชาติรอบตัว ทั้งลม ฝน รวมถึงการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมของผู้ชมในพื้นที่ด้วย
    ภายในนิทรรศการมีผลงานทั้งหมด 14 ชิ้น และหลายชิ้นสามารถโต้ตอบได้จริง เช่น เมื่อคุณเดินเข้าใกล้หรือสัมผัสบางส่วนของงาน แสง สี และรูปแบบการเคลื่อนไหวอาจเปลี่ยนไปทันที ทำให้ทุกคนได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ลองผลัก ดัน หรือเข้าไปมีส่วนร่วม แล้วดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เพราะไม่มีช่วงเวลาไหนที่เหมือนกันเลย
    teamLab Botanical Garden Osaka green forest
    ประสบการณ์ทั้งหมดนี้พัฒนาขึ้นภายใต้โปรเจกต์ศิลปะของ teamLab ที่ชื่อว่า Digitized Nature ซึ่งตั้งคำถามว่า “ธรรมชาติจะกลายเป็นงานศิลปะได้อย่างไร” แนวคิดคือไม่ได้แยกศิลปะออกจากธรรมชาติ แต่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยขยายมุมมอง ทำให้ต้นไม้ ลม น้ำ และผู้คน กลายเป็นส่วนหนึ่งของผลงานเดียวกัน

    วันที่ 5: เที่ยวคุราชิกิ โอกายาม่า และโกเบ แบบไปเช้า–เย็นกลับ (Kurashiki, Okayama & Kobe )

    เช้าวันนี้เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า เพราะจะมุ่งหน้าไปทางตะวันตกสู่เมืองประวัติศาสตร์อย่าง คุราชิกิ (Kurashiki) จุดหมายยอดนิยมสำหรับเดย์ทริปจากโอซาก้า
    เริ่มต้นที่สถานีชินโอซาก้า นั่งรถไฟชินคันเซ็นไปยังโอคายาม่า จากนั้นเปลี่ยนต่อเป็นรถไฟด่วนเข้าสู่คุราชิกิ การใช้รถไฟหัวกระสุนหรือชินคันเซ็นช่วยย่นระยะเวลาเดินทางเหลือเพียงประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น
    ที่สำคัญ เส้นทางนี้ครอบคลุมอยู่ใน JR Kansai WIDE Area Pass ทำให้ค่าเดินทางคุ้มค่ามาก และทำให้ทริปไกลอย่างคุราชิกิจากโอซาก้ากลายเป็นทริปแบบไปเช้า–เย็นกลับที่ทำได้จริง เหมาะสำหรับคนที่อยากเที่ยวหลายเมืองในภูมิภาคคันไซและใกล้เคียงภายในทริปเดียว
    Shinkansen at Station

    คุราชิกิ (Kurashiki)

    Kurashiki Canal Boat Ride
    คุราชิกิ (Kurashiki) เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มีชื่อเสียงจากย่านคลองประวัติศาสตร์ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 หรือยุคเอโดะ โดยเฉพาะบริเวณ Bikan Historical Quarter ที่ยังคงอนุรักษ์อาคารโกดังเก็บสินค้าสีขาวแบบดั้งเดิมไว้ได้อย่างสวยงาม
    จากสถานีคุราชิกิสามารถเดินเพียงประมาณ 10 นาที ก็จะถึงย่านคลองหลัก บรรยากาศเต็มไปด้วยสะพานหินเล็ก ๆ และต้นหลิวที่โค้งเอนเรียงรายตลอดแนวคลอง สร้างภาพวิวที่โรแมนติกและเงียบสงบ เหมาะสำหรับเดินเล่น ถ่ายรูป หรือจะล่องเรือชมคลองเพื่อซึมซับเสน่ห์เมืองเก่าอย่างใกล้ชิด
    Kurashiki Shops
    บริเวณย่านคลองของ คุราชิกิ (Kurashiki) ไม่ได้มีแค่บรรยากาศสวยงามเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยโกดังเก็บสินค้าแบบดั้งเดิม (Kura) ที่ได้รับการอนุรักษ์และดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ ร้านค้า และคาเฟ่เก๋ ๆ ให้เดินแวะชมได้ตลอดสองข้างทาง
    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Ohara Museum of Art พิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตกแห่งแรกของญี่ปุ่น ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1930 ภายในจัดแสดงผลงานศิลปะยุโรปและอเมริกันชื่อดังมากมาย ถือเป็นจุดหมายที่สายอาร์ตไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวคุราชิกิ
    การเดินเล่นในย่านนี้จึงไม่ใช่แค่ชมเมืองเก่า แต่ยังได้สัมผัสทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ และไลฟ์สไตล์ท้องถิ่นในพื้นที่เดียว เหมาะมากสำหรับเดย์ทริปจากโอซาก้าที่อยากได้บรรยากาศแตกต่างจากเมืองใหญ่
     Kurashiki Food
    ลองเผื่อเวลาเดินสำรวจตรอกซอกซอยเล็ก ๆ ในย่านประวัติศาสตร์ของ คุราชิกิ (Kurashiki) ให้ทั่ว เพราะคุณอาจเจอร้านลับและของดีที่ไม่คาดคิดก็ได้ ระหว่างทางมีทั้งร้านขายวาชิเทปที่เรียกได้ว่าเหมือนรวบรวมลวดลายแทบทั้งโลกไว้ในที่เดียว รวมถึงร้านบูติกเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยงานคราฟต์และของดีไซน์น่ารัก ๆ
    สำหรับสายกิน ที่นี่ก็มีของแปลกให้ลองเพียบ ตั้งแต่ซอฟต์เสิร์ฟรสซอสหอยนางรมสุดครีเอทีฟ ลูกชิ้นปลาทำมือแบบสดใหม่ ไปจนถึงร้านกาแฟเล็ก ๆ สไตล์ hole-in-the-wall coffee place ที่คั่วเมล็ดกาแฟเองภายในร้าน กลิ่นหอมลอยออกมาดึงดูดให้ต้องแวะทันที
    เสน่ห์ของคุราชิกิไม่ได้อยู่แค่คลองสวยหรือโกดังโบราณเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่รายละเอียดเล็ก ๆ ตามตรอกทางเดิน ที่ทำให้เดย์ทริปนี้เต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์และประสบการณ์เฉพาะตัวแบบไม่ซ้ำใคร

    โอคายาม่า (Okayama)

    Okayama Castle Day
    จากคุราชิกิ เราเดินทางต่อมายัง โอคายาม่า (Okayama) เมืองหลักของจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องสวนสวยและปราสาทเก่าแก่ ไฮไลต์สำคัญคือ ปราสาทโอคายาม่า (Okayama Castle) ปราสาทที่โดดเด่นด้วยผนังสีดำสนิท จนได้รับฉายาว่า “Crow Castle” เพราะรูปลักษณ์คล้ายอีกาดำ
    ตัวปราสาทตั้งอยู่ริมแม่น้ำอะซาฮิ สร้างบรรยากาศสวยงามทั้งช่วงกลางวันและยามค่ำคืน โดยเฉพาะช่วงซากุระหรือใบไม้เปลี่ยนสีจะยิ่งงดงามเป็นพิเศษ ปราสาทโอคายาม่าเพิ่งผ่านการบูรณะครั้งใหญ่ และกลับมาเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอีกครั้งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2022 ภายในมีนิทรรศการสมัยใหม่ที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของเมืองอย่างเข้าใจง่าย
    Okayama Castle Night Illumination
    Okayama Castle Night Illumination
    ถ้ามีเวลาเหลือ แนะนำให้อยู่จนถึงช่วงเย็นเพื่อชมไฟประดับของ Okayama Castle เพราะบรรยากาศตอนกลางคืนจะยิ่งขับให้ตัวปราสาทสีดำดูโดดเด่นและสง่างามเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบเมเปิลรอบ ๆ ปราสาทเปล่งประกายสีแดงส้ม ตัดกับกำแพงสีดำอย่างสวยงาม เป็นหนึ่งในมุมถ่ายรูปที่ประทับใจที่สุดของโอคายาม่า
    นอกจากนี้ หากอยากเพิ่มกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม สามารถแวะเวิร์กช็อปเครื่องปั้นดินเผาบิเซ็นที่ บิเซ็นยากิ (Bizen-yaki Pottery Studio) เพื่อทดลองปั้นเครื่องปั้นแบบดั้งเดิมของจังหวัดโอคายาม่า ประสบการณ์นี้เหมาะสำหรับคนที่อยากสัมผัสงานคราฟต์ญี่ปุ่นแท้ ๆ และได้ของที่ระลึกทำมือกลับบ้าน
    Okayama Korakuen Garden
    อีกหนึ่งไฮไลต์เมื่อมาเยือน โอคายาม่า (Okayama) คือการเดินข้ามแม่น้ำอะซาฮิไปยัง สวนโคราคุเอ็น (Korakuen Garden) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “สามสวนภูมิทัศน์ที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น”
    สวนโคราคุเอ็น (Korakuen Garden) โดดเด่นด้วยสนามหญ้ากว้างสีเขียว ทางเดินเลียบสระน้ำ และการจัดสวนแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน ภายในยังมีเนินเขาเล็ก ๆ ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทั้งตัวสวนและ ปราสาทโอคายาม่า (Okayama Castle) อยู่ไกล ๆ ได้ในเฟรมเดียว
    ไม่ว่าจะมาในช่วงซากุระบาน ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี หรือฤดูร้อนที่สวนเขียวสด สวนโคราคุเอ็น (Korakuen Garden) ก็ให้บรรยากาศสงบและสวยงาม เหมาะสำหรับเดินเล่นพักผ่อน และถือเป็นพิกัดสำคัญของเดย์ทริปจากโอซาก้าที่ไม่ควรพลาด

    โกเบ (Kobe)

    kobe from osaka japan itinerary
    Kobe Port
    ระหว่างทางกลับโอซาก้า แนะนำแวะเที่ยว โกเบ (Kobe) เมืองท่าบรรยากาศสวยริมอ่าวที่มีเสน่ห์ไม่แพ้เมืองใหญ่ โกเบไม่ได้มีดีแค่เนื้อโกเบชื่อดังเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยวัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติที่หลากหลาย
    สายสาเกต้องไม่พลาดโซนโรงบ่มสาเกที่เปิดให้เข้าชม พร้อมพิพิธภัณฑ์สาเกและทัวร์นำชมกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม ให้คุณได้เรียนรู้วัฒนธรรมเครื่องดื่มญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง
    ถ้าอยากชมวิวธรรมชาติ สามารถนั่งกระเช้าขึ้นสู่ ภูเขาร็อกโกะ (Mount Rokko) จุดชมวิวพระอาทิตย์ตกยอดนิยมของโกเบ มองเห็นทั้งเมืองและท่าเรือจากมุมสูง โดยเฉพาะช่วงเย็นจะให้บรรยากาศโรแมนติกมาก
    อีกสถานที่สำคัญคือ สวนอนุสรณ์แผ่นดินไหวฮันชิน-อาวาจิ (Great Hanshin-Awaji Earthquake Memorial Park) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1995 หนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงที่สุดของญี่ปุ่น สถานที่แห่งนี้ช่วยให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และพลังความเข้มแข็งของชาวโกเบ
    Kobe Beef Steak Aoyama
    ปิดท้ายทริป โกเบ (Kobe) แบบสมบูรณ์ด้วยการลิ้มลองเนื้อโกเบชื่อดังระดับโลก จะเลือกเป็นมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นก็ฟินไม่แพ้กัน
    หนึ่งในร้านที่ได้รับคำแนะนำบ่อย ๆ คือ Steak Aoyama ที่คุณจะได้ลิ้มรสเนื้อโกเบคุณภาพพรีเมียมแบบละลายในปาก เสิร์ฟเป็นเซ็ต และปรุงสดใหม่ตรงหน้าบนเตาเทปันยากิ เชฟจะย่างอย่างพิถีพิถันให้เห็นกันแบบใกล้ชิด ทั้งกลิ่นหอม เสียงฉ่า และเนื้อสัมผัสนุ่มฉ่ำ คือประสบการณ์ที่สายกินไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวโกเบ
    #KlookTip: ร้านอาหารส่วนใหญ่ในโกเบมักมีเซ็ตเมนูราคาคุ้มกว่าในช่วงมื้อกลางวัน ใครอยากลองเนื้อโกเบแต่คุมงบ แนะนำจองรอบกลางวัน จะได้คุณภาพเดียวกันในราคาย่อมเยากว่า

    วันที่ 6: พักค้างคืนที่เกียวโต (Kyoto)

    ปิดทริปคันไซแบบละมุน ๆ ด้วยการไปพักหนึ่งคืนที่ เกียวโต (Kyoto) อดีตเมืองหลวงของญี่ปุ่น เมืองที่เต็มไปด้วยวัดสวย ศาลเจ้าเก่าแก่ และสถาปัตยกรรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี เหมาะมากสำหรับคนที่อยากสัมผัสญี่ปุ่นดั้งเดิมแบบลึกขึ้นหลังจากเที่ยวโอซาก้าแบบคึกคักมาแล้ว
    จากโอซาก้า สามารถเดินทางไป เกียวโต (Kyoto) ได้ง่ายมาก เพียงประมาณ 30 นาที ด้วยรถไฟ JR Kyoto Line หรือ JR Haruka Express ซึ่งครอบคลุมอยู่ใน JR Kansai WIDE Area Pass เช่นกัน ทำให้การเดินทางสะดวกและคุ้มค่า
    หากถือ Japan Rail Pass แบบทั่วประเทศ ก็สามารถนั่งชินคันเซ็นจากโอซาก้าไปเกียวโต ใช้เวลาเพียงประมาณ 15 นาทีเท่านั้น รวดเร็วสุด ๆ
    สำหรับใครที่ไม่มี JR Pass ก็ไม่ต้องกังวล เพราะยังมีตัวเลือกพาสราคาประหยัดอย่าง คินเท็ตสึ เรล พาส (Kintetsu Rail Pass) หรือ คันไซ ทรู พาส (Kansai Thru Pass) ที่เหมาะสำหรับการเที่ยวระยะสั้นในภูมิภาคคันไซ ช่วยให้วางแผนทริปโอซาก้า–เกียวโตได้แบบยืดหยุ่น
    การเลือกพักค้างคืนที่เกียวโตจะช่วยให้คุณมีเวลาเดินชมวัดตอนเช้าตรู่หรือช่วงค่ำที่นักท่องเที่ยวบางตาลง ได้บรรยากาศสงบและประสบการณ์ที่แตกต่างจากการมาแบบไปเช้า–เย็นกลับ ✨

    ย่านฮิกาชิยามะ (Higashiyama District)

    Kyoto Kiyomizudera Temple
    หนึ่งในพิกัดยอดนิยมของ เกียวโต (Kyoto) ที่ไม่ควรพลาดคือ ย่านฮิกาชิยามะ (Higashiyama District) ซึ่งยังคงอนุรักษ์บรรยากาศญี่ปุ่นดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งถนนหินแคบ ๆ บ้านไม้โบราณ และวิววัดเก่าแก่ที่เรียงรายตลอดสองข้างทาง
    สองโซนไฮไลต์ที่หลายคนรู้จักคือถนน ซันเนนซากะ (Sannenzaka) และ นิเนนซากะ (Ninenzaka) ที่เต็มไปด้วยร้านขนมญี่ปุ่น ของฝาก งานคราฟต์ และร้านอาหารบรรยากาศคลาสสิก บ้านไม้หลายหลังถูกดัดแปลงเป็นคาเฟ่และร้านค้าสไตล์เกียวโต ทำให้ทั้งย่านมีเสน่ห์ย้อนยุคและเหมาะกับการเดินเล่นแบบสโลว์ไลฟ์
    ก่อนเริ่มสำรวจ แนะนำให้เช่าชุดกิโมโนเพื่อเพิ่มฟีลญี่ปุ่นแท้ ๆ เพราะย่านฮิกาชิยามะถือเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปยอดนิยมของเกียวโต มีมุมถ่ายภาพสวย ๆ รออยู่แทบทุกซอย ใส่กิโมโนเดินเล่นท่ามกลางบ้านไม้และวัดโบราณ รับรองว่าได้ภาพสวยลงโซเชียลแน่นอน
    Kyoto Higashiyama Rickshaw Tour
    ถ้าอยากสำรวจ ย่านฮิกาชิยามะ (Higashiyama District) แบบไม่เหมือนใคร ลองเลือกนั่งรถลากแบบดั้งเดิมกับ เอบิสุยะ รถลากโบราณ (Ebisuya Traditional Rickshaw Tour) ที่ให้ประสบการณ์ย้อนยุคพร้อมไกด์ส่วนตัว
    ทัวร์ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยคนลากรถจะพาคุณเลาะซอยเล็ก ๆ ที่บางครั้งนักท่องเที่ยวทั่วไปอาจไม่ทันสังเกต พร้อมเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์และเรื่องราวท้องถิ่นได้อย่างคล่องแคล่วเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เข้าใจบริบทของเกียวโตได้ลึกยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่เดินถ่ายรูปอย่างเดียว
    ระหว่างทางยังมีการแวะจุดวิวสวย ๆ ให้ถ่ายภาพ และที่พิเศษคือไกด์รถลากของคุณจะช่วยจัดมุมและถ่ายรูปให้แบบมืออาชีพ ได้ทั้งภาพบรรยากาศและภาพพอร์ตเทรตสวย ๆ กลับไปโดยไม่ต้องพกขาตั้งกล้องเอง
    Kyoto Yasaka Koshindo Temple
    หนึ่งในจุดที่ไกด์รถลากพาแวะคือ วัดยาซากะ โคชินโดะ (Yasaka Koshindo Temple) พิกัดยอดฮิตในย่านฮิกาชิยามะที่โด่งดังในอินสตาแกรมจากลูกบอลผ้าสีสันสดใสที่แขวนเรียงรายเต็มผนัง
    ลูกบอลเหล่านี้เรียกว่า “คุคุริซารุ (Kukurizaru)” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของลิงแห่งความศรัทธาและการควบคุมตนเอง ตามความเชื่อผู้มาเยือนสามารถเขียนคำอธิษฐานลงบนคุคุริซารุ แล้วนำไปแขวนไว้ที่วัด เพื่อขอพรให้ความปรารถนาเป็นจริง
    สีสันที่หลากหลายของคุคุริซารุทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของ เกียวโต (Kyoto) ได้ภาพสดใสตัดกับบรรยากาศวัดเก่าแก่แบบดั้งเดิม เหมาะมากสำหรับคนที่อยากได้ทั้งโมเมนต์สายมูและภาพสวย ๆ กลับไปในทริปเดียว
    Kyoto Starbucks
    ถ้าเดินเที่ยว ย่านฮิกาชิยามะ (Higashiyama District) จนเริ่มเมื่อย และอยากหาที่พักดื่มกาแฟ แนะนำแวะที่ Starbucks Kyoto Ninenzaka Yasaka Chaya หรือที่หลายคนเรียกกันว่า เกียวโต นิเนนซากะ ยาซากะ ฉะยะ (Kyoto Ninenzaka Yasaka Chaya)
    ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นสตาร์บัคส์ห้องเสื่อทาทามิแห่งแรกของโลก ตัวร้านตั้งอยู่ในบ้านไม้แบบญี่ปุ่นดั้งเดิมอายุกว่า 100 ปี ภายในมีโซนที่นั่งเสื่อทาทามิ ให้ถอดรองเท้าแล้วนั่งจิบกาแฟในบรรยากาศเกียวโตแท้ ๆ ผสมผสานความโมเดิร์นกับความคลาสสิกได้อย่างลงตัว
    แม้เมนูจะคุ้นเคยเหมือนสตาร์บัคส์ทั่วไป แต่บรรยากาศทำให้ทุกอย่างพิเศษขึ้นทันที โดยเฉพาะมัทฉะลาเต้ที่หลายคนบอกว่า “รสชาติดีขึ้น” เมื่อได้ดื่มในบ้านไม้เก่าใจกลางนิเนนซากะ
    Kyoto Kiyomizudera temple
    ตั้งอยู่บนเนินเขาทางตะวันออกของ เกียวโต (Kyoto) คือ Kiyomizu-dera หรือ วัดคิโยมิซุเดระ (Kiyomizudera Temple) หนึ่งในวัดที่เป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นและเป็นมรดกโลก ตัวอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่ยื่นออกจากภูเขาโดยไม่ใช้ตะปู คือไฮไลต์ที่ทำให้วัดแห่งนี้โดดเด่นไม่เหมือนใคร
    วัดคิโยมิซุเดระขึ้นชื่อเรื่องต้นซากุระและต้นเมเปิลที่รายล้อม เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ทัศนียภาพจากระเบียงไม้จะเต็มไปด้วยสีชมพูหรือแดงส้ม ตัดกับวิวเมืองเกียวโตด้านล่าง กลายเป็นหนึ่งในมุมถ่ายรูปที่สวยที่สุดของทริป
    #KlookTip: วัดคิโยมิซุเดระ (Kiyomizudera Temple) มีการจัดไฟประดับช่วงพีคของฤดูใบไม้ร่วงในเดือนพฤศจิกายน และช่วงซากุระประมาณเดือนเมษายน บรรยากาศยามค่ำคืนสวยงามและโรแมนติกมาก ถือเป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรพลาดหากมาเที่ยวเกียวโตตามฤดูกาล

    ตลาดนิชิกิ (Nishiki Market)

    Kyoto Nishiki Market Seafood
    เดินเที่ยววัดและย่านเก่ามาทั้งวัน ได้เวลาหาของอร่อยเติมพลังที่ ตลาดนิชิกิ (Nishiki Market) หรือที่หลายคนเรียกว่า “ครัวของเกียวโต” ถนนตลาดในร่มสายยาวที่อัดแน่นด้วยร้านค้ากว่า 100 ร้าน
    ภายใน ตลาดนิชิกิ (Nishiki Market) คุณจะได้พบกับอาหารทะเลสดใหม่ ของทอดเสียบไม้ ขนมท้องถิ่น ผลผลิตตามฤดูกาล รวมถึงผักดองสไตล์เกียวโต (Kyoto pickles หรือ Tsukemono) ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติละเมียดละไม เหมาะทั้งสำหรับลองชิมระหว่างทางและซื้อกลับเป็นของฝาก
    #KlookTip: ควรทานอาหารให้เสร็จหน้าร้านก่อนเดินต่อ และสามารถขอให้เจ้าของร้านช่วยทิ้งบรรจุภัณฑ์ได้ โดยในตลาดมีป้ายเตือนหลายจุดว่าไม่ควร “กินไปเดินไป” เพราะถือว่าไม่สุภาพตามมารยาทญี่ปุ่น
    Kyoto Nishiki Market Matcha Ice Cream
    ไฮไลต์ของ ตลาดนิชิกิ (Nishiki Market) ต้องยกให้ร้านที่ขายทุกอย่างเกี่ยวกับมัทฉะ ตั้งแต่ขนม เครื่องดื่ม ไปจนถึงไอศกรีมเจลาโต้มัทฉะที่มีหลายระดับความเข้มให้เลือก 🍵✨
    ไอศกรีมมัทฉะที่นี่โดดเด่นตรงที่สามารถเลือกระดับความเข้มของชาได้ ตั้งแต่รสอ่อนสำหรับมือใหม่ ไปจนถึงระดับเข้มสุดสำหรับสายมัทฉะแท้ ๆ และถ้ามาถึงแล้ว…ขอแนะนำแบบ “จัดเต็มไปเลย” เลือกระดับเข้มที่สุด (แม้จะราคาสูงที่สุดก็ตาม) เพราะรสชาติชาเขียวจะลึก เข้ม ขมนิด ๆ แบบพรีเมียม และหอมชาแบบชัดเจนสุด ๆ

    ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ ไทฉะ (Fushimi Inari Taisha)

    kyoto japan travel itinerary fushimi inari shrine
    ถ้าต้องเลือกศาลเจ้าสักแห่งเดียวใน เกียวโต (Kyoto) ที่ต้องไปให้ได้ คงหนีไม่พ้น Fushimi Inari-taisha หรือ ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ ไทฉะ (Fushimi Inari Taisha) แลนด์มาร์กระดับไอคอนที่โด่งดังจากเสาโทริอิสีแดงสดนับพันต้นเรียงต่อกันเป็นอุโมงค์ยาวไม่สิ้นสุด
    ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นหนึ่งในศาลเจ้าหลายแห่งที่อุทิศแด่เทพอินาริ เทพเจ้าชินโตแห่งข้าวและความอุดมสมบูรณ์ เดิมทีผู้ศรัทธาจะมาขอพรเรื่องผลผลิตทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันยังเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการขอพรด้านความก้าวหน้าทางธุรกิจ ความมั่งคั่ง และการคุ้มครองบ้านและครอบครัว
    การเดินลอดแนวเสาโทริอิขึ้นสู่ภูเขาอินาริ ไม่เพียงให้ภาพถ่ายสวยงามเท่านั้น แต่ยังมอบบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์และประสบการณ์ที่สะท้อนจิตวิญญาณแบบญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง จึงไม่น่าแปลกใจที่ ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ ไทฉะ (Fushimi Inari Taisha) จะกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในเกียวโต
    Kyoto Fushimi Inari Sunset
    เส้นทางเสาโทริอิของ ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ ไทฉะ (Fushimi Inari Taisha) จะค่อย ๆ พาคุณไต่ระดับขึ้นสู่ป่าบน ภูเขาอินาริ (Mount Inari) บรรยากาศสองข้างทางร่มรื่นและเงียบสงบ ต่างจากบริเวณทางเข้าที่คึกคักมากกว่า
    การเดินขึ้นไปถึงยอดเขาอาจใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนคนในช่วงเวลานั้น และความฟิตของแต่ละคน เส้นทางค่อนข้างเดินง่าย มีขั้นบันไดสลับทางเรียบ พร้อมศาลเจ้าย่อยและจุดพักเป็นระยะ ทำให้สามารถเดินแบบสบาย ๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
    #KlookTip: หนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยมากคือบริเวณที่เรียกว่า “Crossroads” ซึ่งอยู่ประมาณ 45 นาทีหลังเริ่มเดินขึ้น บริเวณนี้จะเริ่มเห็นวิวเมืองเกียวโตจากมุมสูง และแสงเย็นที่ส่องผ่านแนวเสาโทริอิให้บรรยากาศโรแมนติกและขลังในเวลาเดียวกัน
    หากมีเวลา แนะนำให้เผื่อช่วงเย็นไว้สำหรับการเดินขึ้นเขาที่นี่ เพราะวิวและบรรยากาศของ ภูเขาอินาริ (Mount Inari) ยามพระอาทิตย์ตก ถือเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่สวยและสงบที่สุดของทริปเกียวโต

    วีแกน ราเมง อุซุ เกียวโต (Vegan Ramen UZU Kyoto)

    Vegan Ramen UZU Kyoto
    ถ้าคิดว่าทริปญี่ปุ่นครั้งนี้คุณกินราเมงมาเยอะแล้ว ลองเปิดประสบการณ์ใหม่กับ วีแกน ราเมง อุซุ เกียวโต (Vegan Ramen UZU Kyoto) ร้านราเมงวีแกนที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติ แต่รวมเอาศิลปะและบรรยากาศเข้าไว้ในมื้ออาหารเดียว
    ภายในร้าน คุณจะได้นั่งที่โต๊ะสีดำขัดเงาในห้องที่ล้อมรอบด้วยกระจก เงาสะท้อนและแสงไฟสร้างบรรยากาศเหมือนอยู่ในแกลเลอรีศิลปะ ขณะเดียวกันผลงานดิจิทัลอาร์ตของ teamLab ชื่อ Reversible Rotation จะฉายแสดงอยู่รอบตัว เพิ่มความล้ำสมัยและมิติให้ประสบการณ์การทานอาหาร
    แม้จะเป็นราเมงวีแกน แต่รสชาติกลับเข้มข้นและกลมกล่อมเกินคาด ทั้งน้ำซุปหอมลึก เส้นเหนียวนุ่ม และการจัดจานที่ดูเหมือนงานศิลป์ เหมาะสำหรับสายอาหารสุขภาพ สายอาร์ต และคนที่อยากลองอะไรแตกต่างใน เกียวโต (Kyoto)
    Vegan Ramen UZU Kyoto Mountain Herbs Ramen
    และรับรองได้เลยว่าอาหารของ วีแกน ราเมง อุซุ เกียวโต (Vegan Ramen UZU Kyoto) ก็โดดเด่นไม่แพ้บรรยากาศร้าน น้ำซุปเข้มข้น กลมกล่อม และมีให้เลือกหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นมิโสะเผ็ด โชยุ หรือแม้กระทั่งรสชาเขียวที่ถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน
    เมนูที่หลายคนพูดถึงมากที่สุดคือ “ราเมงชาเขียว” ที่ให้รสอูมามิแบบลึกและซับซ้อน จากการผสานสาหร่ายคอมบุ เห็ดชิตาเกะ และชาเขียวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว รสชาติหอมละมุนแต่มีมิติ ทำให้เป็นจานที่ทั้งแปลกใหม่และน่าประทับใจในคำแรก
    ถ้ายังไม่พอจะตัดสินใจ ร้านนี้ยังได้รับรางวัล Bib Gourmand จาก Michelin Guide Kyoto Osaka 2023 ซึ่งเป็นรางวัลที่ยกย่องร้านอาหารคุณภาพดีในราคาสมเหตุสมผล ยิ่งตอกย้ำว่าที่นี่ไม่ได้มีดีแค่คอนเซปต์ แต่คุณภาพอาหารก็จริงจังไม่แพ้กัน
    #KlookTip: วีแกน ราเมง อุซุ (Vegan Ramen UZU) กำลังได้รับความนิยมทั้งในเกียวโตและโตเกียว และด้วยจำนวนที่นั่งค่อนข้างจำกัด แนะนำให้จองล่วงหน้าเพื่อไม่พลาดประสบการณ์มื้อพิเศษนี้

    วันที่ 7: วันสุดท้ายในเกียวโต (Kyoto)

    อาราชิยามะ (Arashiyama)

    Arashiyama Bamboo Forest
    One of the most notable Kyoto tourist spots has got to be the Arashiyama Bamboo Forest. Spend a quiet morning here with its hundreds of towering bamboo plants and scenic paths. It’s a short 30-minute stroll but feel free to stay a little longer to take pictures at the Bamboo Alley and just enjoy nature.
    #KlookTip: Try and reach as early as possible before the tour buses arrive in the later morning.
    Arashiyama Arabica Coffee
    หนึ่งในแลนด์มาร์กยอดฮิตของ เกียวโต (Kyoto) ที่หลายคนต้องมาให้ได้คือ ป่าไผ่อาราชิยามะ (Arashiyama Bamboo Forest) ทางเดินท่ามกลางต้นไผ่สูงตระหง่านนับร้อยต้นที่เรียงรายสองข้างทาง สร้างบรรยากาศเงียบสงบและให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง
    เส้นทางเดินหลักใช้เวลาประมาณ 30 นาทีแบบสบาย ๆ แต่คุณสามารถเผื่อเวลามากกว่านั้นเพื่อถ่ายภาพบริเวณ “Bamboo Alley” และดื่มด่ำกับเสียงลมพัดผ่านต้นไผ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ บรรยากาศยามเช้าจะให้ฟีลสงบและสดชื่น เหมาะมากสำหรับเริ่มต้นวันสุดท้ายของทริป
    #KlookTip: ควรมาถึงแต่เช้าตรู่ เพราะช่วงสายจะเริ่มมีกรุ๊ปทัวร์และรถบัสนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก หากมาเร็ว คุณจะได้ภาพสวย ๆ แบบคนไม่แน่น และสัมผัสธรรมชาติได้เต็มที่มากกว่า
    Hozugawa River Boat Ride
    อีกหนึ่งกิจกรรมห้ามพลาดเมื่อมาเยือน อาราชิยามะ (Arashiyama) คือการล่องเรือชมวิวแม่น้ำโฮซุกาวะ ที่จะพาคุณล่องผ่านผืนน้ำท่ามกลางภูเขาสูงที่โอบล้อมรอบด้าน บรรยากาศเงียบสงบและยิ่งใหญ่ไปพร้อมกัน
    การล่องเรือในแม่น้ำโฮซุกาวะ (Hozugawa River Cruise) จะใช้คนเรือท้องถิ่นคอยพายและบังคับทิศทาง พร้อมเล่าเรื่องราวและชี้จุดเด่นตลอดเส้นทาง ทำให้ประสบการณ์ไม่น่าเบื่อและได้สัมผัสธรรมชาติใกล้ชิดขึ้น
    เสน่ห์ของที่นี่คือวิวที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ฤดูใบไม้ผลิจะเห็นซากุระบาน ฤดูร้อนเขียวชอุ่ม ฤดูใบไม้ร่วงเต็มไปด้วยใบไม้แดงส้ม และฤดูหนาวก็ให้บรรยากาศเงียบสงบต่างออกไป แต่ละช่วงเวลามีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน
    เตรียมกล้องให้พร้อม เพราะไม่ว่ามาฤดูไหน วิวภูเขาอาราชิยามะที่สะท้อนผืนน้ำระหว่างล่องเรือ คือหนึ่งในภาพจำสวยที่สุดของทริป เกียวโต (Kyoto) เลยทีเดียว

    รถไฟซากาโนะ โรแมนติก (Sagano Romantic Train)

    Sagano Romantic Train
    ก่อนปิดท้ายวันสุดท้ายใน เกียวโต (Kyoto) อย่าพลาดนั่ง Sagano Scenic Railway หรือที่รู้จักกันในชื่อ รถไฟซากาโนะ โรแมนติก (Sagano Romantic Train) ซึ่งออกจากสถานีใกล้ อาราชิยามะ (Arashiyama)
    เหตุผลที่ได้ชื่อว่า “โรแมนติก” ก็เพราะเส้นทางรถไฟสายนี้จะพาคุณวิ่งเลียบหุบเขาและแม่น้ำโฮซุกาวะ ผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติสุดอลังการ โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีแดงส้มสดทั่วทั้งหุบเขา หรือช่วงซากุระบานในฤดูใบไม้ผลิที่สองข้างทางแต่งแต้มด้วยสีชมพูหวาน
    ขบวนรถไฟดีไซน์วินเทจ เปิดหน้าต่างกว้างให้รับลมและชมวิวได้เต็มที่ ระยะทางไม่นานแต่เต็มไปด้วยภาพสวยตลอดเส้นทาง เป็นกิจกรรมที่เรียบง่ายแต่ประทับใจมาก

    เดินทางกลับโอซาก้า (Osaka)

    JR West Haruka Express Hello Kitty
    JR West Hello Kitty-themed Haruka Express
    หากถึงเวลาปิดทริปแล้ว สามารถเดินทางกลับจาก เกียวโต (Kyoto) ได้อย่างสะดวก โดยมุ่งหน้าไปยังสถานีเกียวโต แล้วต่อรถไฟด่วนพิเศษ JR ฮารุกะ เอ็กซ์เพรส (JR Haruka Express) เพื่อกลับไปยัง โอซาก้า (Osaka) หรือเดินทางตรงสู่ สนามบินนานาชาติคันไซ (Kansai International Airport) ได้แบบสบาย ๆ
    ผู้ที่ถือ JR Kansai WIDE Area Pass หรือ Japan Rail Pass สามารถใช้สิทธิ์ขึ้นรถไฟสายนี้ได้ตามเงื่อนไขของพาส ช่วยให้การเดินทางวันสุดท้ายง่ายและคุ้มค่า
    และถ้าโชคดี คุณอาจได้เจอขบวนรถไฟลายคิตตี้สุดน่ารักอย่าง Hello Kitty HARUKA ที่ตกแต่งธีมพิเศษทั้งภายนอกและภายใน เพิ่มความประทับใจส่งท้ายทริปญี่ปุ่นแบบน่ารักสุด ๆ
    ไม่ว่าคุณจะบินกลับบ้านหรือเดินทางต่อไปเมืองอื่น การกลับโอซาก้าจากเกียวโตถือเป็นขั้นตอนที่สะดวกและรวดเร็ว ทำให้ทริป 7 วันในคันไซจบลงอย่างราบรื่นและเต็มไปด้วยความทรงจำดี ๆ
    ถ้ายังมีเวลาเหลือใน เกียวโต (Kyoto) และอยากเก็บให้ครบแบบจัดเต็ม ลองเลือกเที่ยวจากลิสต์พิกัดยอดนิยมในเมืองประวัติศาสตร์สุดมีเสน่ห์แห่งนี้ได้เลย
    • Gion ย่านเกอิชาเก่าแก่ที่ยังคงบรรยากาศญี่ปุ่นดั้งเดิม เหมาะกับการเดินเล่นยามเย็น
    • Yasaka Shrine ศาลเจ้าชื่อดังใจกลางย่านกิอง โดยเฉพาะช่วงค่ำที่เปิดไฟสวยงาม
    • Arashiyama Monkey Park Iwatayama จุดชมวิวพร้อมฝูงลิงญี่ปุ่นบนยอดเขา มองเห็นเมืองเกียวโตจากมุมสูง
    • Kifune Shrine ศาลเจ้าท่ามกลางธรรมชาติ ปกคลุมด้วยต้นไม้เขียวขจี ให้ฟีลลึกลับสงบ
    • Nijo Castle ปราสาทมรดกโลกที่สะท้อนยุคโชกุน พร้อมสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่
    • Kyoto Railway Museum พิพิธภัณฑ์รถไฟขนาดใหญ่ เหมาะทั้งครอบครัวและสายขบวนรถไฟ

    พร้อมพิชิตคันไซหรือยัง?

    วางแผนเที่ยวโอซาก้า เกียวโต โกเบ นารา และเมืองรอบ ๆ ให้ครบจบในทริปเดียว จองพาสรถไฟ โรงแรม และบัตรเข้าสถานที่ท่องเที่ยวล่วงหน้า เพื่อให้ทริปราบรื่นแบบไม่ต้องกังวล

    โรงแรมยอดนิยมสำหรับพักในโอซาก้า

    โรงแรมยอดนิยมสำหรับพักในเกียวโต


    บทความท่องเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มเติม

    ลดเพิ่ม5%เมื่อจองผ่านแอปครั้งแรก

    Klook คืออะไร?

    Klook คือแพลตฟอร์มชั้นนำของเอเชียสำหรับการจองกิจกรรมและบริการท่องเที่ยวแบบครบวงจร เราคัดสรรประสบการณ์คุณภาพ ตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ทัวร์ท้องถิ่น การเดินทางภายในประเทศ ไปจนถึงที่พักหลากสไตล์ ครอบคลุมกว่า 3,400 จุดหมายทั่วโลก
    รองรับการใช้งานใน 15 ภาษา และสามารถชำระเงินได้มากกว่า 40 สกุลเงิน ผ่านช่องทางชำระที่หลากหลาย ทำให้การจองกับ Klook สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย
    Klook ก่อตั้งในปี 2014 มีเป้าหมายเพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขให้กับนักเดินทางทุกคน ไม่ว่าคุณจะเที่ยวใกล้บ้านหรือออกเดินทางไกล Klook พร้อมพาคุณเชื่อมต่อกับโลกแห่งประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลา

    🧡 ติดตาม Klook ได้ทาง

    more